
ถอดรหัส "Giant Leap" กลุ่ม SCC เมื่อยักษ์ใหญ่ไม่ได้แค่ปรับตัว แต่กำลัง "เปลี่ยนเกม" ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ
รายงานพิเศษ : เจาะลึกอาณาจักรกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ปิดฤดูกาลไตรมาส 1/2569 แบบสวยยกกลุ่ม! กำไรทะยาน 466% รับต้นทุนพลังงานลด-ขึ้นราคาสินค้า ด้าน SCGP - SCGD ฟื้นตัวรับบริหารต้นทุนดีและดีมานด์ในอาเซียนหนุนราคาหุ้นพุ่งแรง พร้อมแผนร่วมทุนเขย่าวงการปิโตรเคมี
KEY
POINTS
- รายงานพิเศษ : เจาะลึกอาณาจักรกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ปิดฤดูกาลไตรมาส 1/2569 แบบสวยยกกลุ่ม!
- กำไรทะยาน 466% รับต้นทุนพลังงานลด-ขึ้นราคาสินค้า
- ด้าน SCGP - SCGD ฟื้นตัวรับบริหารต้นทุนดีและดีมานด์ในอาเซียนหนุนราคาหุ้นพุ่งแรง พร้อมแผนร่วมทุนเขย่าวงการปิโตรเคมี
ท่ามกลางกระแสลมแรงของเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการคาดการณ์ที่ขัดแย้งกัน "กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย" กลับสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ทั้งตลาดทุนต้องเหลียวมอง ด้วยการปิดจบไตรมาส 1 ปี 2569 อย่างชื่นมื่น พร้อมตัวเลขกำไรที่พุ่งทะยานราวกับติดจรวด
ปรากฏการณ์กำไรพุ่ง 466% การตื่นของยักษ์หลับ
หากเปรียบ "กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย" เป็นยักษ์ที่เคยต้องเดินอย่างระมัดระวังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไตรมาสนี้คือการ "สปริงตัว" ครั้งสำคัญของบริษัทแม่ อย่าง "บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC" โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิกว่า 6,222.96 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 466% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจาก "สูตรลับ" 3 ส่วน คือ ต้นทุนซีเมนต์ที่ลดลง, การกล้าปรับราคาสินค้าให้สะท้อนความจริง และอานิสงส์จากความต้องการสินค้าที่พุ่งสูงตามฤดูกาลในอินโดนีเซีย
สะท้อนไปยังราคาหุ้น SCC ที่ดีดตัวขึ้นถึง 5.26% ในวันประกาศงบ และหากนับจากต้นปี (YTD) ระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 30.79% แตะระดับมาร์เก็ตแคป 2.88 แสนล้านบาทอย่างภาคภูมิ
พลิกวิกฤตต้นทุน สู่ "อาวุธ" แห่งความได้เปรียบ
ในขณะที่หลายบริษัทกลัวเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น แต่ "กลุ่มเอสซีจี" กลับเลือกที่จะเผชิญหน้าอย่างชาญฉลาด โดยมีสองหัวหอกในกลุ่มแพคเกจจิ้งและตกแต่ง ต่างมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
"บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP" โชว์ฟอร์มแกร่งด้วยกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ 1,566 ล้านบาท เติบโตถึงโต 74% เมื่อเทียบกับปีก่อน ความสำเร็จนี้มี AI เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ
แถมยังโชว์ความ "เฉียบคม" ในการตัดสินใจ พักแผนสร้างโรงงานที่สหรัฐฯ ทันทีเมื่อคำนวณแล้วว่าการส่งออกไปจากไทยและเวียดนาม "คุ้มค่ากว่า" เพราะค่าครองชีพในอเมริกาที่สูงลิ่ว พร้อมรุกตลาดอินโดนีเซียที่คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนเร็วกว่าแผน
ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านราคาหุ้น SCGP นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันที่พุ่งทะยานถึง 46.20% ดันมาร์เก็ตแคปแตะระดับ 107,323.01 ล้านบาท
ซีอีโอ "วิชาญ จิตร์ภักดี" คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของ SCGP ปริมาณขายฟื้นตัวตามความต้องการในเวียดนามและอินโดนีเซียที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากวันหยุดน้อยลงกว่าช่วงไตรมาสที่ผ่านมา พร้อมเตรียมปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง
SCGD ชูกลยุทธ์ "รวมศูนย์" ฝ่ามรสุมต้นทุนพลังงาน
แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและท้าทาย แต่ "บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD" ยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรไตรมาส 1/69 ไว้ได้ที่ 14% หัวใจหลักคือกลยุทธ์ "รวมศูนย์สายการผลิต" โดยโยกการผลิตจาก 4 โรงงาน รวมเหลือเพียง 2 แห่ง เพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปอย่างเห็นผล
นอกจากนี้ SCGD ยังรุกหนักด้านพลังงานทางเลือกเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตกระเบื้อง และเตรียมปรับราคาขายขึ้น 3-5% เพื่อรับมือกับต้นทุนก๊าซ LNG และไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น 20-40%
โดยราคาหุ้น SCGD ปรับตัวเพิ่มขึ้น YTD ถึง 4.24% มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 8,118 ล้านบาท
วิสัยทัศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ "นำพล มลิชัย" คาดรายได้ไตรมาส 2/69 ของ SCGD ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/69 อานิสงส์จากการเร่งงานก่อสร้างก่อนเข้าสู่ฤดูฝนช่วยหนุนความต้องการในภาคการก่อสร้างและวัสดุตกแต่ง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามที่อาจทำให้การดำเนินงานชะลอตัวลงเล็กน้อย
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ "กลุ่มเอสซีจี" สามารถทำกำไรได้ดีท่ามกลางวิกฤต เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
ยุทธศาสตร์ Big Move ปั้นยักษ์ปิโตรเคมี
เรื่องที่ตื่นเต้นที่สุดในไตรมาสนี้คงหนีไม่พ้นการที่ "บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC" จับมือกับ "บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC" เพื่อร่วมทุนปั้นธุรกิจปิโตรเคมีให้กลายเป็น "เสาหลัก" ของประเทศ เพื่อส่งต่อวัตถุดิบไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ
การควบรวมครั้งนี้จะสร้างกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก PE และ PP มหาศาลกว่า 6 ล้านตัน นี่ไม่ใช่แค่การขยายขนาด แต่คือการสร้างปราการที่แข็งแกร่งเพื่อยืนหยัดในเวทีโลกอย่างมั่นคง โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของผลการศึกษาภายในเดือนกันยายน 2569
จาก "วอร์รูม" สู่ "ทางรอด"
ภายใต้รอยยิ้มของผลกำไร แต่ "ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม" แม่ทัพใหญ่ SCC ยังคงยึดหลัก "ประมาทไม่ได้" ยังคงตั้ง "วอร์รูม (War Room)" ต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงทุกฝีก้าว โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อและสงคราม ด้วยความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง หนี้ครัวเรือนที่สูงอาจกดดันความต้องการสินค้าคงทน
นอกจากใช้วิธี "วินัยการเงินเข้มข้น" เน้นเพิ่มกระแสเงินสด ลดหนี้ และเลื่อนการลงทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การพักแผนโรงงานในสหรัฐฯของ SCGP ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ "เอสซีจี" ไม่ได้มองแค่ตัวเอง พวกเขาใช้เทคโนโลยีที่มีไปช่วยลูกค้า เช่น ผู้รับเหมา ให้ใช้เงินคุ้มค่าที่สุด ลดการใช้วัสดุโดยไม่เสียคุณภาพ เหมือนที่ทำสำเร็จมาแล้วในโปรเจกต์ระดับโลกอย่าง One Bangkok
สมรภูมิใน 'วอร์รูม' ตลอดไตรมาสถัดไป จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า "เอสซีจี" ยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนรายนี้ จะสามารถรักษาความแข็งแกร่งและรอยยิ้มแห่งความสำเร็จไปได้ตลอดทั้งปีหรือไม่ ท่ามกลางพายุต้นทุนพลังงานและคลื่นเงินเฟ้อที่ยังคงซัดสาด
ซึ่งเหล่าแม่ทัพทั้งจาก SCC, SCGC, SCGP และ SCGD ต่างประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวในกลยุทธ์ "การเติบโตอย่างระมัดระวัง" โดยมุ่งมั่นเปลี่ยนทุกวิกฤตต้นทุนให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับประสิทธิภาพภายใน และใช้เทคโนโลยีเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร
ภาพความสำเร็จในไตรมาสแรกนี้คือเครื่องยืนยันว่า "ในความผันผวนมักมีโอกาสสำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ" ด้วยกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่งกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท และวินัยทางการเงินที่เข้มข้นสม่ำเสมอ
ในวันนี้กลุ่มเอสซีจีจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รอดชีวิตจากพายุเศรษฐกิจ แต่พวกเขากำลังเร่งสร้าง "เรือลำใหม่" ที่ใหญ่ มั่นคง และทันสมัยกว่าเดิม เพื่อมุ่งหน้าสู่น่านน้ำแห่งอนาคตที่ยั่งยืน.







