7 บจ. แห่ซื้อหุ้นคืนต้นปี 69 กว่า 2.1 หมื่นล้าน มองทะลุโอกาสและความเสี่ยง
สำรวจ 7 บจ. ซื้อหุ้นคืนต้นปี 69 รวมกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์เกณฑ์ใหม่ปลดล็อกเงื่อนไขเวลา หวังกระตุ้นความเชื่อมั่นหลังราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐาน โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณารอบด้านก่อนลงทุน
KEY
POINTS
- ช่วงต้นปี 2569 มีบริษัทจดทะเบียน 7 แห่ง ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน รวมวงเงินสูงสุดกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท
- ปัจจัยหลักที่กระตุ้นการซื้อหุ้นคืนคือราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงในปี 2568 ประกอบกับเกณฑ์ใหม่ที่เอื้อให้บริษัทบริหารจัดการหุ้นซื้อคืนได้คล่องตัวขึ้น
- การซื้อหุ้นคืนมีข้อดีในแง่การส่งสัญญาณบวกและทำให้ตัวเลขทางการเงินดีขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยง D/E เพิ่มขึ้นและอาจเสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนเพื่อการเติบโต
การซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อมูลค่ากิจการ และเป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องในสภาวะที่ราคาหุ้นในกระดานต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น
จุดเปลี่ยนปี 68 เมื่อวิกฤตราคาหุ้นมาบรรจบกับเกณฑ์ใหม่
ในปี 2568 ตลาดหุ้นไทยประสบสภาวะซบเซาอย่างหนัก โดย ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,259.67 จุด ปรับลดลง 140.54 จุด หรือลดลง 10.04% จากสิ้นปี 2567 ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งปรับตัวลดลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อหุ้นคืนอย่างคึกคัก คือ การปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ของราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยมีสาระสำคัญที่เอื้อให้ บจ. บริหารจัดการหุ้นซื้อคืนได้คล่องตัวขึ้น หลักๆ คือ
- ยกเลิกข้อบังคับการรอคอย จากเดิมที่ต้องเว้นระยะเวลา 6 เดือนก่อนเริ่มโครงการใหม่ (Buyback) ได้ถูกยกเลิกไป ทำให้บริษัทสามารถทำโครงการต่อเนื่องได้ทันที
- ยกระดับความโปร่งใส มีการเพิ่มระบบควบคุมภายใน (Internal Control) และมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) โดยห้ามผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารซื้อขายหุ้นในช่วงที่มีการซื้อหุ้นคืนเพื่อป้องกันการหาประโยชน์ส่วนตัว
- เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น บริษัทต้องรายงานวิธีการซื้อคืน มาตรการป้องกัน Conflict of Interest และสถานะโครงการเป็นระยะ ๆ ต่อสาธารณะ
สถิติชี้มูลค่าซื้อหุ้นคืนพุ่ง หนุนปีถัดไปหุ้นไทยรีบาวด์
จากความคล่องตัวของกฎเกณฑ์ใหม่และราคาหุ้นที่ถูกลง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อหุ้นคืนในปี 2568 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีการซื้อหุ้นคืนเพียง 1.4 หมื่นล้านบาท และปี 2566 ที่ 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท
สถิติในอดีตชี้ชัดว่า หากปีใดมีการซื้อหุ้นคืนจำนวนมาก ปีถัดไป SET Index มักจะมีโอกาสฟื้นตัว (Rebound) ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในปี 2569 ที่เพียงช่วงเกือบ 2 เดือนแรก ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.-19 ก.พ.2569 (YTD : Year to Date) ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นถึง 234.24 จุด หรือเพิ่มขึ้น 18.60% มาปิดที่ 1,493.91 จุด จากสิ้นปี 2568 ปิดที่ 1,259.67 จุด
สำรวจ 7 บจ. ซื้อหุ้นคืนต้นปี 69 วงเงินรวมกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท
แม้ตลาดจะฟื้นตัว แต่ในปีนี้บริษัทหลายแห่งยังคงเดินหน้าซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่อง ซึ่ง “โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ เฉพาะ บจ. ประกาศซื้อหุ้นคืนที่เริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการในปี 2569 พบว่า มีจำนวน 7 บริษัท ประกอบด้วย
1.บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 50 ล้านหุ้น หรือ 3.44% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 50 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 5 ม.ค.-3 ก.ค.69
- จำนวนรวมของหุ้นที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 18 ก.พ.69: 6,819,100 หุ้น
- มูลค่ารวมที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 18 ก.พ.69: 10,492,466 บาท
2.บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (มหาชน) หรือ RPH
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 20.45 ล้านหุ้น หรือ 3.75% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 100 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 15 ม.ค.-13 ก.ค.69
- จำนวนรวมของหุ้นที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 9 ก.พ.69: 8,500 หุ้น
- มูลค่ารวมที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 9 ก.พ.69: 41,990 บาท
3.บริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ TEAM
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 30 ล้านหุ้น หรือ 4.71% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 80 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 15 ม.ค.-13 ก.ค.69
- จำนวนรวมของหุ้นที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 4 ก.พ.69: 69,100 หุ้น
- มูลค่ารวมที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 4 ก.พ.69: 163,666 บาท
4.ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB
ซื้อคืนจากผู้ถือหุ้นทั่วไป
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 4,684 ล้านหุ้น หรือ 4.80% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 8,900 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 22 ม.ค.-4 ก.พ.69
- จำนวนรวมของหุ้นที่ซื้อคืนได้สิ้นสุดโครงการ: 3,095,227,507 หุ้น
- มูลค่ารวมที่ซื้อคืนล่าสุด ณ 4 ก.พ.69: 6,283,311,839 บาท
ซื้อหุ้นคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 4,831 ล้านหุ้น หรือ 4.95% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 9,614 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 20 ก.พ.-19 ส.ค.69
5.บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 25 ล้านหุ้น หรือ 4.95% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 70 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 20 ก.พ.-19 ส.ค.69
6.บริษัท แอลทีเอ็มเอช จำกัด (มหาชน) หรือ LTMH
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 2.5 ล้านหุ้น หรือ 1.25% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 10 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 23 ก.พ.-22 ส.ค.69
7.บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO
- จำนวนหุ้นสูงสุด: ไม่เกิน 394.50 ล้านหุ้น หรือ 1.25% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
- วงเงินสูงสุด: ไม่เกิน 2,959 ล้านบาท
- ช่วงเวลาดำเนินการ: 1 มี.ค.-31 ส.ค.69
กางข้อดีและข้อควรระวังการซื้อหุ้นคืน
การซื้อหุ้นคืนมีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องระวัง ที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
ข้อดี
- จิตวิทยาการลงทุน ตลาดมองเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าผู้บริหารเชื่อมั่นว่าหุ้นมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควร ผลักดันให้เกิดความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
- กลไกราคา การลดจำนวนหุ้นหมุนเวียน (Supply) ช่วยสร้างแรงกดดันให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นตามหลักอุปสงค์อุปทาน
- ตัวเลขทางการเงินดูดีขึ้น ช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) และผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) รวมถึงสามารถลfอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ทำให้หุ้นดูน่าดึงดูดใจมากขึ้น
- เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับปันผลหายไป ทำให้เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share) เพิ่มขึ้น
ข้อควรระวัง
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้น ทำให้อาจกระทบต่อความเสี่ยงเรื่องหนี้สิน และข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต
- ความผิดพลาดในการประเมิน หากบริษัทซื้อหุ้นคืนในช่วงที่ราคายังสูงเกินจริง อาจส่งผลเสียต่อมูลค่าในระยะยาว
- เสียโอกาสสร้างการเติบโต การที่บริษัทเลือกนำเงินมาซื้อหุ้นคืน ลดโอกาสในการนำเงินไปลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต
- สภาพคล่องในตลาด สำหรับหุ้นขนาดเล็ก การซื้อคืนอาจทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดน้อยลง และนำไปสู่ความผันผวนของราคาที่สูงขึ้น
แม้การซื้อหุ้นคืนจะส่งผลดีต่อราคาหุ้นในระยะสั้นและช่วยปรับปรุงอัตราส่วนทางการเงิน แต่นักลงทุนควรวิเคราะห์ควบคู่ไปกับแผนการเติบโตของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารสภาพคล่องนี้จะไม่กระทบต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว


