ย้อนผลตอบแทนหุ้นไทยช่วงรอจัดตั้งรัฐบาล-คัดหุ้นเด่นอัพไซด์สูงเกิน 20%
เปิดสถิติผลตอบแทนหุ้นไทยช่วงรอจัดตั้งรัฐบาล 6 ครั้งล่าสุด พบ รัฐบาลมีเสถียรภาพ ผลตอบแทนบวก พร้อมคัด 10 หุ้นเด่นอัพไซด์เกิน 20% แม้ 4 วันหลังเลือกตั้ง หุ้นพุ่ง 87.52 จุด ดัน Market Cap แซงตลาดตราสารหนี้
KEY
POINTS
- สถิติในอดีตชี้ว่าตลาดหุ้นไทยมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงรอจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะในภาวะที่การเมืองมีเสถียรภาพ
- การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 6.4% ใน 4 วันทำการ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อรัฐบาลใหม่
- แนะนำกลยุทธ์การลงทุน Let Profit Run พร้อมคัดเลือก 10 หุ้นเด่น มี Upside เกิน 20% แม้ 4 วันหลังเลือกตั้ง หุ้นพุ่ง 87.52 จุด ดัน Market Cap แซงตลาดตราสารหนี้
ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ตลาดหุ้นไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกัน 4 วันทำการ (9-12 ก.พ.2569) รวมเพิ่มขึ้นถึง 87.52 จุด หรือคิดเป็น 6.4% การทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อรัฐบาลใหม่
- วันที่ 9 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 3.46% มาอยู่ที่ 1,400.89 จุด
- วันที่ 10 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 9.55 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.68% มาอยู่ที่ 1,410.44 จุด
- วันที่ 11 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 1,411.70 จุด
- วันที่ 12 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 29.83 จุด หรือเพิ่มขึ้น 2.11% มาอยู่ที่ 1,441.53 จุด
สถิติผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยสะท้อนความเชื่อมั่น
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จากสถิติการเลือกตั้ง 6 ครั้งล่าสุด ที่มีต่อ SET พบว่า ตลาดหุ้นไทยมักจะตอบรับเชิงบวกทั้งก่อนเลือกตั้งในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนวันจริง ราว 2.09% (โอกาสขึ้น 83%) และหลังเลือกตั้งในช่วง 1 เดือนแรก หุ้นไทยมักจะดีดตัวต่ออีกราว 2.5-2.6% (โอกาสขึ้น 67%)
ความน่าสนใจจริงๆ อยู่ที่ “ช่วงรอยต่อ” หลังรู้ผลเลือกตั้ง แต่ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่เสร็จเหมือนสภาวะปัจจุบัน ซึ่งกินเวลานานและมีความเสี่ยงแทรกซ้อน จึงทำให้ผลตอบแทนในระหว่างนั้นขึ้นอยู่กับ “เสถียรภาพ” และ “วิกฤต” โดยผลตอบแทนของ SET INDEX ในช่วงรอจัดตั้งรัฐบาล 6 ครั้งล่าสุด แบ่งออกเป็น 2 กรณีชัดเจน ดังนี้
กรณีที่มีวิกฤตซ้อนเข้ามา (ผลตอบแทนติดลบ)
- ปี 39 (วิกฤตต้มยำกุ้ง): ใช้เวลา 12 วัน SET -7.5%
- ปี 48 (น้ำมันแพง/ดอกเบี้ยขึ้น): ใช้เวลา 34 วัน SET -1.1%
- ปี 50 (วิกฤตซับไพรม์): ใช้เวลา 45 วัน SET -2.3%
- ปี 66 (การเมืองไม่นิ่ง/เสียงปริ่มน้ำ): ใช้เวลา 114 วัน SET -0.9%
กรณีปกติ/มีเสถียรภาพ (ผลตอบแทนบวก)
- ปี 44 (ไทยรักไทย แลนด์สไลด์): ใช้เวลา 43 วัน SET +10.2%
- ปี 62 (นโยบายการเมืองต่อเนื่อง) : ใช้เวลา 114 วัน SET +5.0%
ซึ่งหากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแข็งแกร่ง ระหว่างทางในช่วงจัดตั้งรัฐบาลไม่เกิดวิกฤตและแรงกดดันจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกและในประเทศ (เฉลี่ยผลตอบแทนวันเลือกตั้งถึงจัดตั้งรัฐบาล อยู่ที่ 7.8%) ซึ่งคล้ายคลึงกับสภาวะปัจจุบันที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย ที่มีเสียงกว่า 193 เสียง
Market Cap ตลาดหุ้นกลับมาแซงตลาดตราสารหนี้-สภาพคล่องล้นหลาม
ความร้อนแรงของตลาดหุ้นในช่วง 4 วันแรกหลังเลือกตั้ง ส่งผลให้นักลงทุนมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านล้านบาท โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) พุ่งจาก 17.0 เป็น 18.2 ล้านล้านบาท
จุดที่น่าสนใจคือ Market Cap ของตลาดหุ้นกลับมาใหญ่กว่าตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง โดย Market Cap ตลาดหุ้น 18.2 ล้านล้านบาท เทียบกับ Market Cap ตลาดตราสารหนี้ 18.06 ล้านล้านบาท หลังจากในปี 2568 เม็ดเงินไหลไปพักในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น การพลิกกลับมาในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนได้กลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้น
นอกจากนี้ มูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 7.8 หมื่นล้านบาท (WTD) เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 4.5 หมื่นล้านบาท (+73%YoY) หนุนมูลค่าซื้อขายปีนี้ขึ้นมาเป็น 5.15 หมื่นล้านบาท (YoY) เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 4.0 หมื่นล้านบาท (+28%YoY) ถือเป็นระดับที่เพียงพอจะหล่อเลี้ยงและผลักดันตลาดหุ้นในช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุน “Let Profit Run” คัดหุ้นแถว 2 อัพไซด์เกิน 20%
ในสภาวะที่ตลาดมีแรงส่งเชิงบวก แนะนำกลยุทธ์ Let Profit Run พร้อมกับการแบ่งเงินมาลงทุนในหุ้นแถว 2 ที่ยังมี Upside หรือโอกาสในการปรับตัวขึ้นมากกว่า 20%
โดยมีหุ้นเด่นที่น่าจับตามอง 10 ตัว ได้แก่
- กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์: SJWD, BEM
- กลุ่มการแพทย์: PR9, BDMS
- กลุ่มสินเชื่อและเช่าซื้อ: MTC, TIDLOR
- กลุ่มอื่นๆ: PLANB (สื่อ), CBG (เครื่องดื่ม), AP (อสังหาริมทรัพย์) และ GPSC (พลังงาน)


