posttoday

SCGP ฝ่าราคาบรรจุภัณฑ์ขาลง กำไรปี68 โต 10% ปันผล 0.60 บาท ลุยอาเซียน–อินเดีย ตั้งเป้า EBITDA 1.83 หมื่นล้าน

27 มกราคม 2569

แม้ราคาบรรจุภัณฑ์ถูกกดดัน แต่ SCGP โชว์วินัยต้นทุน–ขยายธุรกิจเชื่อมโยงผู้บริโภค ดัน EBITDA และกำไรโตแรง พร้อมเดินหน้าลงทุน 1 หมื่นล้าน รับดีมานด์อาเซียนฟื้น

KEY

POINTS

  • แม้ราคาบรรจุภัณฑ์ถูกกดดัน แต่ SCGP โชว์วินัยต้นทุน–ขยายธุรกิจเชื่อมโยงผู้บริโภค ดัน EBITDA และกำไรโตแรง
  • พร้อมเดินหน้าลงทุน 1 หมื่นล้าน รับดีมานด์อาเซียนฟื้น

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก 

ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด สำหรับไตรมาส 4/2568 เวียดนามและอินโดนีเซียมีความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น การเตรียมผลิตสินค้าล่วงหน้าก่อนเทศกาล รวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนเริ่มฟื้นตัว ส่วนความต้องการในไทยชะลอตัวจากเหตุอุทกภัย และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

SCGP ดำเนินกลยุทธ์การบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น

อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์

SCGP ฝ่าราคาบรรจุภัณฑ์ขาลง กำไรปี68 โต 10% ปันผล 0.60 บาท ลุยอาเซียน–อินเดีย ตั้งเป้า EBITDA 1.83 หมื่นล้าน

โดยปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก ร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 100 ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุนร้อยละ 25 กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด 

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ปรับลดลง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน

SCGP ฝ่าราคาบรรจุภัณฑ์ขาลง กำไรปี68 โต 10% ปันผล 0.60 บาท ลุยอาเซียน–อินเดีย ตั้งเป้า EBITDA 1.83 หมื่นล้าน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ปันผลงวดสุดท้าย 0.35 บาท

คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2568

และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569

ไตรมาส 1/69 ออเดอร์แน่น

ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1/2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว

โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็นร้อยละ 90 จากร้อยละ 87-91 ในปี 2568

ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ทุ่มหมื่นล้านขยายธุรกิจ-ประบปรุงเครื่องจักร

SCGP วางงบลงทุนปี 2569 รวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และมีเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดียที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต

รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569.

SCGP ฝ่าราคาบรรจุภัณฑ์ขาลง กำไรปี68 โต 10% ปันผล 0.60 บาท ลุยอาเซียน–อินเดีย ตั้งเป้า EBITDA 1.83 หมื่นล้าน

ข่าวล่าสุด

คลัง-ธปท.-กทม.เปิดตัวแลนด์มาร์กรับประชุม IMF–WB ปี 69 ดันเงินสะพัดหลายหมื่นล้าน