เปิดยุทธศาสตร์ "สมุดปกขาว" FETCO ล็อกทิศตลาดทุนไทยยาวข้ามรัฐบาล
เมื่อการเมืองไทยเปลี่ยนบ่อยจนเข็มทิศเศรษฐกิจอาจรวน แต่ "ธง" ของตลาดทุนไทยจากนี้จะไม่เปลี่ยนทิศ! FETCO เสิร์ฟ "สมุดปกขาว" คู่มือให้ทุกรัฐบาลหยิบไปใช้งานได้ทันที เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- เมื่อการเมืองไทยเปลี่ยนบ่อยจนเข็มทิศเศรษฐกิจอาจรวน แต่ "ธง" ของตลาดทุนไทยจากนี้จะไม่เปลี่ยนทิศ!
- FETCO เสิร์ฟ "สมุดปกขาว" คู่มือให้ทุกรัฐบาลหยิบไปใช้งานได้ทันที
- เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
ลองจินตนาการถึงเรือที่ต้องแล่นผ่านกระแสการเมืองที่ผันผวน ในอดีตเมื่อเปลี่ยนกัปตันหรือรัฐบาลใหม่ ทิศทางเดินเรือมักจะเปลี่ยนตาม
แต่จากนี้ไป "ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดใจกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า ตลาดทุนไทยจะมี "สมุดปกขาว" ทำหน้าที่เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแบบถาวร (Standing Policy Recommendation)
สมุดเล่มนี้ถือเป็น "ธง" โบกสะบัดที่ชัดเจนและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามตัวบุคคล เพื่อให้มั่นใจได้ว่า.. ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ แผนงานการพัฒนาตลาดทุนจะดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด โดยจะมีการทบทวนความเหมาะสมเป็นประจำทุกปี
เรื่องราวบทใหม่ของตลาดทุนไทยคือการทำลายเส้นแบ่งระหว่าง "โลกเก่า" และ "โลกใหม่"
FETCO มีวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ตลาดทุนไทยเป็นตลาดเดียว (Unified Market) โดยไม่แยกตลาดดิจิทัลออกจากตลาดหุ้นแบบเดิม เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถลงทุนในหุ้นพื้นฐาน และผู้ใหญ่ก็สามารถถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin ได้ในที่เดียว
พร้อมมุ่งสู่ระบบ "กองเดียวบัญชีเดียว" จะช่วยลดความซับซ้อนในการกำกับดูแล และอาจมีการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแลให้เหลือเพียง 3 ด้านหลัก คือ ประกัน ตลาดทุน และธนาคาร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวสูงสุด
กิโยตินกฎหมาย VS สร้างโอกาสใหม่
เพื่อให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทำงานได้เต็มที่ แผนงานนี้ได้เสนอให้ใช้ "กิโยตินกฎหมาย" เพื่อตัดทิ้งกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนและเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต ขณะเดียวกันก็มีการสร้างสะพานเชื่อมโอกาสผ่านโครงการอย่าง "BOI to IPO" ซึ่งเป็นการผลักดันบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มสินค้าคุณภาพใหม่ๆให้กับนักลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้ประชาชนสามารถดูแลพอร์ตการลงทุนของตนเองได้มากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนจากการซื้อผ่านกองทุนเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายสูงสุดของเรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่การพัฒนา แต่คือการทำให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาค แม้แต่ประเทศคู่แข่ง อย่าง สิงคโปร์ ที่แทบไม่มีบริษัทในประเทศเป็นของตัวเองยังดึงดูดนักลงทุนได้ ดังนั้นด้วยพื้นฐานที่ดีของไทย การก้าวข้ามสิงคโปร์จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเอื้อมหากเรามีความตั้งใจจริง
ถามว่า..ควรแยกตลาดทุนเพื่อรองรับโลกอนาคตหรือไม่ ?
ส่วนตัวคิดว่าเราควรที่จะทำให้ตลาดทุนเป็นตลาดเดียว กล่าวคือ "ผมคิดว่าเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องแยกตลาดดิจิตอลออกไป" เพราะสุดท้ายแล้วมันคือการลงทุนของทุกคนเราไม่ควรที่จะมีความซับซ้อนมากนักในการกำกับดูแล
ทำเรกูเรตในการกำกับดูแลหรือการแต่งตั้งเรกูเรท (Regulator) ความจริงในโลกนี้มีเทรนด์ของการควบรวมด้วยซ้ำไป โดยหนึ่งเรกูเลเตอร์คุมทุกอย่าง แต่สุดท้ายลงตัวประมาณ 3 แห่ง คือ ประกัน, ตลาดทุน และธนาคาร ถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสม ตลาดทุนควรทำทุกอย่าง
นอกจากนี้ ผมคิดว่าเราไม่ควรแยกกันอยู่ แยกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) แม้เราจะอยู่ในสังคมสูงวัยแล้วลงทุนหุ้นทั่วไปเหมือนเดิม แต่แท้จริงผมคิดว่าอย่างเราก็ต้องลงทุน Digital Asset ต้องมี Bitcoin เหมือนกัน ขณะที่นักลงทุนรุ่นใหม่ก็ควรจะมีหุ้นธรรมดาเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราควรที่จะดูให้อยู่ร่วมกันได้เป็นต้น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องดิจิทัลอยากทำให้มากขึ้น
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แค่จะทำอะไร แต่คือจะทำได้เร็วแค่ไหน ? FETCO ตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนการทำงานที่เคยล่าช้า ให้กลายเป็นการทำงานเชิงรุก
"ผมว่าทั้งหมดที่เราขาดอยู่คือความตั้งใจทำงาน เราไม่เอาจริง หมายความว่าเรารู้ว่าเราต้องทำอะไรแต่เราไม่เอาจริงว่าต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น กว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ 6 เดือน 12 เดือน มันควรจะทำทันที ดูอย่างที่ทรัมป์ทำมา 1 ปี เหมือนทำมา 12 ปี หรือสิ่งที่ทำ 1 เดือน เหมือนทำมาเป็นปี แต่เห็นไหมว่าเขาทำได้ รัฐบาลเดียวกัน ข้าราชการเดียวกันแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที."


