
จับตา 3 หุ้นเด่น รับประโยชน์ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่
เช็คลิสต์ 3 หุ้นเด่น รับประโยชน์ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.69 จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ (มีผล 1 ม.ค.69) สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) โดยลดอัตราภาษีเหลือ 2% ขณะที่เพิ่มภาษีรถยนต์สันดาปตามการปล่อยมลพิษ
- ความแตกต่างของอัตราภาษีใหม่สร้างความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่มพลังงานสะอาด
- บล.เอเซีย พลัส ชี้เป้า 3 หุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายนี้ ได้แก่ MGC, EA และ NEX
เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา มีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ โดยเน้นสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและลดมลพิษ รถไฟฟ้า 100% (BEV) ภาษีต่ำสุดเพียง 2% รถไฮบริด (HEV/PHEV) ภาษี 5-10% รถสันดาป (ICE) ภาษีสูงที่สุด 13-50%
บล.เอเซีย พลัส ให้มุมมองว่า จากส่วนต่างราคาภาษีที่ชัดเจน ผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน EV จะได้ประโยชน์ เลือกหุ้นกลุ่มยานยนต์ หรือหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด (MGC, EA, NEX)
เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ปี 2569
การประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางของประเทศไทยในการเข้าสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” อย่างเต็มตัว
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนตัวเลข แต่เป็นการรื้อเกณฑ์การพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนจากการวัดที่ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) มาเป็นการใช้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เป็นบรรทัดฐานหลักในการกำหนดอัตราภาษีแทน
กลุ่มรถยนต์สันดาป (ICE) ราคาขยับตามค่ามลพิษ
รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการปล่อยมลพิษสูง
- รถยนต์ทั่วไป (เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร) หากปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. อัตราภาษีจะเพิ่มจาก 12% เป็น 13% ส่งผลให้ราคารถขยับขึ้นประมาณ 5,000–6,000 บาทต่อคัน แต่หากปล่อย CO₂ สูงกว่านั้น อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดสูงสุดถึง 34%
- รถหรูและซูเปอร์คาร์ (เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร) คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยอัตราภาษีจะถูกปรับจากเดิมประมาณ 40% พุ่งสูงขึ้นเป็น 50% ส่งผลให้ราคาขายอาจปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่หลักแสนบาทไปจนถึง 2–3 ล้านบาทต่อคัน
เทคโนโลยีสะอาด ผู้ชนะในสมรภูมิภาษีใหม่
ในทางกลับกัน รัฐบาลได้ใช้มาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตหันมาหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อัตราภาษีลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 8% เหลือเพียง 2% อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่ามาตรการสนับสนุน EV 3.0 (ส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท) ได้สิ้นสุดลงก่อนหน้านี้ และมาตรการ EV 3.5 ที่มาทดแทนนั้นมีการสนับสนุนลดลง
- รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถอีโคคาร์ที่พัฒนาเป็นระบบไฮบริดจะได้สิทธิประโยชน์มาก โดยภาษีลดลงจาก 12% เหลือเพียง 6%
- รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้า หากวิ่งได้ตั้งแต่ 80 กม. ขึ้นไปต่อการชาร์จ จะเสียภาษีเพียง 5% แต่ถ้าต่ำกว่านั้นจะเสีย 10%
ผลกระทบต่อตลาดรถยนต์มือสองและเจ้าของรถเดิม
สำหรับผู้ที่ครอบครองรถยนต์หรือจดทะเบียนก่อนปี 2569 จะไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง และยังคงใช้อัตราเดิมตามวันที่จดทะเบียน อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาษีใหม่จะส่งผลต่อ “ราคาขายต่อ” ในตลาดรถมือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รถยนต์รุ่นที่ปล่อยมลพิษสูงมีแนวโน้มที่จะตกรุ่นเร็วขึ้นและราคาตกลง เนื่องจากความต้องการของตลาดจะเทไปทางรถยนต์เทคโนโลยีสะอาดที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า
สรุปอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ปี 2569
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
- รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป คิดภาษีลดจาก 8% เหลือ 2%
- รถกระบะไฟฟ้า คิดภาษีเพิ่มจาก 0% เป็น 2%
กลุ่มรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
- วิ่งไฟฟ้าล้วน ≥ 80 กม./ชาร์จ คิดภาษี 5%
- วิ่งไฟฟ้าล้วน < 80 กม./ชาร์จ คิดภาษี 10%
- ใช้เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดภาษี 30%
กลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV)
- ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามปริมาณการปล่อย CO₂ โดยกลุ่มรถอีโคคาร์ ที่เปลี่ยนเป็นระบบไฮบริด อัตราภาษีลดลงจากเดิม 12 % เหลือเพียง 6%
กลุ่มรถยนต์สันดาป (ICE)
- เครื่องยนต์ ≤ 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ ≤ 100 กรัม/กม. คิดภาษี 13%
- เครื่องยนต์ ≤ 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ > 100 – 120 กรัม/กม. คิดภาษี 22%
- เครื่องยนต์ ≤ 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ > 120 – 150 กรัม/กม. คิดภาษี 25%
- เครื่องยนต์ ≤ 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ > 150 – 200 กรัม/กม. คิดภาษี 29%
- เครื่องยนต์ ≤ 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ > 200 กรัม/กม. คิดภาษี 34%
- เครื่องยนต์ > 3.0 ลิตร (รถหรู/ซูเปอร์คาร์) คิดภาษี 50%







