
บัญชีม้าเขย่าตลาดทุน! ก.ล.ต. เปิดเกมสกัดสแกมเมอร์ ปิดช่องโหว่การลงทุนมิจฉาชีพ
เมื่อการหลอกลงทุนผ่านโซเชียลยังไม่จบสิ้น "บัญชีม้า" กลายเป็นเครื่องมือหลักของอาชญากรในระบบการเงินไทย ก.ล.ต. ขีดเส้นขอบอำนาจ ตรวจเข้มทุกความเชื่อมโยงบริษัทจดทะเบียน ป้องกันตลาดทุนพังจากเกมมืดของมิจฉาชีพ
KEY
POINTS
- เมื่อการหลอกลงทุนผ่านโซเชียลยังไม่จบสิ้น "บัญชีม้า" กลายเป็นเครื่องมือหลักของอาชญากรในระบบการเงินไทย
- ก.ล.ต. ขีดเส้นขอบอำนาจ ตรวจเข้มทุกความเชื่อมโยงบริษัทจดทะเบียน ป้องกันตลาดทุนพังจากเกมมืดของมิจฉาชีพ
ปัญหาการหลอกลวงด้านการลงทุนและการใช้บัญชีม้า (Mule Accounts) นับเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างต่อเนื่องในตลาดทุน โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ขอบเขตการจัดการปัญหาเป็นไปอย่างซับซ้อนภายใต้กฎหมายเฉพาะที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน
"เอนก อยู่ยืน" รองเลขาธิการ และ โฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เล่าเรื่องราวความซับซ้อนของปัญหานี้ใน 3 มิติสำคัญ
อาวุธลับของอาชญากร-บัญชีม้า
การหลอกลวงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ TikTok ซึ่งมักจะชักชวนให้ลงทุนโดยให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงและเร่งรัดให้รีบตัดสินใจลงทุน หัวใจสำคัญที่ทำให้อาชญากรรมเหล่านี้สำเร็จคือ บัญชีม้า ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรับและถ่ายโอนเงินผิดกฎหมาย
ใครที่เกี่ยวข้องจะผิดทางกฎหมายอย่างไร ?
ปัญหาบัญชีม้าได้รับการจัดการภายใต้กฎหมายหลักอยู่แล้ว คือ "พระราชกำหนด (พรก.) บัญชีม้า" และ พรก. ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
- หากใครก็ตาม "ยอมเปิด" บัญชีม้า ถือว่ามีความผิดตาม พรก. บัญชีม้าโดยตรง
- หากผู้เปิดบัญชีม้ารู้เห็นเป็นใจ ในการฉ้อโกงร่วมกับสแกมเมอร์ บุคคลนั้นอาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาในฐานะ "ผู้ร่วมขบวนการ" หรือผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานฉ้อโกงด้วย
- แม้แต่บุคลากรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หากมีส่วนร่วม รู้เห็น หรือเป็นใจในการกระทำความผิด ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายบัญชีม้านี้เช่นกัน
เส้นแบ่งอำนาจ ก.ล.ต.
เมื่อมีข่าวลือหรือข้อสงสัยว่าบริษัทจดทะเบียนหรือผู้บริหารไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หรือบัญชีม้า "ความคาดหวัง" จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุนจึงพุ่งเป้าไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เข้าดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคร่งครัด
1. อำนาจที่จำกัดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ : ก.ล.ต. สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ต่อเมื่อมีเหตุสงสัยว่าเกิดความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เท่านั้น หากการกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมายหลักทรัพย์โดยตรง เช่น การฉ้อโกงทั่วไป หรือการให้เช่าพื้นที่เพื่อทำผิดกฎหมาย ก.ล.ต. ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบ เพราะการทำเช่นนั้นจะถือเป็นการ "ใช้เกินอำนาจ" ที่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้
2. กรณีที่ ก.ล.ต. เข้าไปดูได้ : ก.ล.ต. สามารถดำเนินการได้แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน หากสงสัยว่ามีการกระทำที่ละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ เช่น
- การใช้นอมินี(Nominee)เพื่อเลี่ยงกฎเกณฑ์
- กรณีที่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนเกินร้อยละ 5 แล้ว ไม่รายงานการได้มา ซึ่งถือเป็นความผิดตามมาตรา 246
3. ปัญหาฟอกเงิน : หากเงินผิดกฎหมาย (เงินเทา) ถูกนำมาใช้ซื้อหุ้นในตลาดทุน กรณีนี้ถือเป็นเรื่องของ "กฎหมายฟอกเงิน" ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไม่ใช่กฎหมายของ ก.ล.ต. โดยตรง
แม้ว่าปัญหาบัญชีม้าหรือการฉ้อโกงทั่วไปจะไม่ได้เป็นความผิดภายใต้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ โดยตรง แต่การที่บริษัทจดทะเบียนเข้าไปเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
1. ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ (Reputation) : หากบริษัทจดทะเบียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย จะทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหายอย่างรุนแรงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา
2. การเป็นผู้สนับสนุนทางอ้อม : หากบริษัทจดทะเบียนให้เช่าพื้นที่สำนักงาน และผู้เช่านำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น เป็นซ่องโจร เปิดบ่อน หรือ ศูนย์สแกมเมอร์
- ในทางกฎหมาย การเอาผิดบริษัทฯได้จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า บริษัทฯรู้เห็นเป็นใจ หรือ สนับสนุน เจตนาในการกระทำผิดนั้นโดยตรง
- หากบริษัทฯ ไม่ทราบเลยว่าผู้เช่าทำอะไร และมีสัญญาระบุว่าบริษัทฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมาย การดำเนินคดีทางกฎหมายในฐานะผู้สนับสนุนก็ทำได้ยาก
บทบาท ก.ล.ต. ในการวางแนวทางป้องกัน-ปราบปราม "สแกมคริปโท"
- เข้มงวดการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Operators)
ก.ล.ต. ได้ปรับเกณฑ์การอนุญาตให้เข้มขึ้น ทั้งด้านทุนจดทะเบียน ระบบรักษาความปลอดภัย และการเปิดเผยข้อมูล เพื่อกรองผู้ประกอบการที่มีเจตนาทุจริตออกตั้งแต่ต้นทาง
- บังคับใช้ "Know Your Customer" (KYC) และระบบติดตามธุรกรรม (AML/CFT)
การยืนยันตัวตนลูกค้าและตรวจสอบเส้นทางการเงินถูกยกระดับ เพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มไทยถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลอกโอนเหรียญ
- ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการสกัดสแกมเมอร์ข้ามแพลตฟอร์ม
เช่น การทำ MOU กับ ธปท., ปปง., ดีอีเอส และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อ "ปิดวงจรหลอกลวง" ตั้งแต่ต้นทาง (บัญชีม้า-เว็บไซต์ปลอม) ถึงปลายทาง (ธุรกรรมโอนสินทรัพย์)
- สร้างระบบเตือนภัยนักลงทุน (Investor Alert Portal)
เว็บไซต์และฐานข้อมูล บัญชี/โทเคน/แพลตฟอร์มต้องสงสัย ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ก่อนลงทุน
- ออกแนวทางกำกับ Influencer / Finfluencer ด้านคริปโท
หลังพบกรณีโปรโมตเหรียญหรือแพลตฟอร์มหลอกลวง ก.ล.ต. จึงออกแนวทางให้ผู้รีวิวสินทรัพย์ดิจิทัลต้องเปิดเผยผลประโยชน์อย่างโปร่งใส
"นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2568 ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว 32,000 บัญชี"
ก.ล.ต. ยืนยันว่าการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด และสำหรับปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลักทรัพย์โดยตรง เช่น ปัญหาบัญชีม้าหรือการฟอกเงินจะมีหน่วยงานเฉพาะ ที่มีอำนาจตาม พรก. ในการดำเนินการอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหลักทรัพย์ เช่น การใช้ Nominee หรือการไม่รายงานการถือครองหุ้นขนาดใหญ่ (246) ก.ล.ต. ก็มีหน้าที่ต้องเข้าตรวจสอบทันทีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน.







