
คัด 10 หุ้น 3 ธีม รับบอนด์ยีลด์สหรัฐลดลง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย-ไทย
เปิดโผ 10 หุ้น 3 ธีม “ปันผลสูง-บาทแข็ง-ดอกเบี้ยขาลง” เกาะกระแสบอนด์ยีลด์สหรัฐปรับลง รับความหวังดอกเบี้ยขาลง หนุนเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และไทยมากขึ้น หนุน SET INDEX สู่ 1,400 จุด ในช่วงถัดไป
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สหรัฐรายงานตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เงินเฟ้อเดือน มิ.ย. +3.0%YoY ซึ่งต่ำกว่าตลาดคาด +3.1%YoY และชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ +3.3%YoY รวมถึงเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานล่าสุด 222,000 ราย ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ 230,000 ราย
เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด บวกกับตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) นำไปพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดคาดว่า FED จะปรับลดดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ (เดิมคาด 1-2 ครั้ง) โดยครั้งแรกเป็นเดือน ก.ย. มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 84.6%
ภาวะดังกล่าวทำให้ยังเห็นภาพของเม็ดเงินมีแนวโน้มออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดย DOLLAR INDEX อ่อนค่าลงเหลือ 104.44 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ดีดตัวขึ้นมา 85.4 เหรียญฯ อีกทั้งตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ปิดตัวในแดนบวก ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (BOND YIELD) 10 ปี สหรัฐฯ ร่วงลงมาอยู่ที่ 4.2% (-4.2%MTD หรือลดลง 27 BPS.) ส่งผลให้ส่วนต่าง BOND YIELD 10 ปี สหรัฐฯ-ไทย มี GAP ที่แคบลงมาอยู่ที่ 1.59% หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 36.37 บาท/USD
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ฝ่ายวิจัยฯ คาดการณ์ว่ามีอยู่ 3 กลุ่ม หวังรีบาวน์ รับกระแส BOND YIELD สหรัฐปรับลง ดังนี้
1. หุ้นปันผลสูง อาทิ SIRI, TTB, PTTEP
2. หุ้นได้ประโยชน์บาทแข็ง GULF, BGRIM, GPSC
3. หุ้นรับวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง JMT, MTC, SAWAD, TIDLOR
ความคาดหวัง FED ลดดอกเบี้ยจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลง ทำให้ยังเห็นภาพของเม็ดเงินมีแนวโน้มออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ทั้งนี้ วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียหรือตลาดหุ้นกำลังพัฒนาในระยะถัดไปมากขึ้นจาก 3 เหตุผล ดังนี้
1. หุ้นในฝั่งประเทศเกิดใหม่มักจะปรับตัวขึ้นได้ดี เวลา FED เร่งใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย หรือใช้ QE ช่วงนั้นเม็ดเงินมีการเอนเอียงไหลมาเข้าหุ้นเทคฯ และหุ้นประเทศกำลังพัฒนา มากกว่าหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในช่วง QE1-3 ที่ MSCI EMERGING +134% มากกว่า MSCI WORLD +116% และช่วง QE COVID ที่ MSCI EMERGING +89% มากกว่า MSCI WORLD +75%
2. P/E67F MSCI WORLD (ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว) 20.4 เท่า เร่งตัวสูงขึ้นกว่า MSCI EMERGING (ตลาดหุ้นกำลังพัฒนา) ที่ 13.4 เท่า โดยเฉพาะตลาดหุ้น NASDAQ มี P/E 44.2 เท่า (P/E67F 35.6 เท่า) น่าจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นกำลังพัฒนามากขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม
3. ค่าเงินเอเชียหรือค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น จากส่วนต่างผลตอบแทนดอกเบี้ยไทยสหรัฐที่แคบลง และเริ่มเห็นสัญญาณค่าเงินบาทเร่งตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ โดย 2 สัปดาห์ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาเกือบ 1 บาท จาก 37 บาท/เหรียญ เหลือ 36 บาท/เหรียญ
FUND FLOW มีโอกาสเอนเอียงมาที่ตลาดหุ้นเอเชีย และไทยมากขึ้น ช่วยหนุนให้ SET INDEX ยืนเหนือ 1,300 จุด และน่าจะเดินหน้าสู่ 1,400 จุด ในช่วงถัดไปได้







