
เปิดชนวนเหตุ “ประเดช” ฟ้องกรรมการ NUSA ปมอนุมัติขายทรัพย์สิน 1.1 หมื่นล้าน
NUSA ประกาศขายหุ้น WEH จุดชนวน “ประเดช ” ฟ้องกรรมการปมอนุมัติขายทรัพย์สิน 1.1 หมื่นล้านบาท จ่อฟ้องกลับเหตุบิดเบือนข่าว แจงไม่ได้ขายล็อตใหญ่ ขาย 1-2 รายการ รองรับจ่ายหนี้ปี 67 เกือบ 3 พันล้านบาทเท่านั้น มูลค่าไม่ถึง 50% ของทรัพย์สินทั้งหมด จึงไม่ต้องเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติ
นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานกรรมการ บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA เปิดเผยว่า จากกรณี นายประเดช กิตติอิสรานนท์ นำทีม 6 กรรมการ NUSA เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท และกรรมการ 7 คนของ NUSA ในการสนับสนุนให้ผู้บริหารขายทรัพย์สิน บริษัทล็อตใหญ่ 6 รายการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท หรือเกือบ 70% ของทรัพย์สินทั้งหมด โดยไม่มีอำนาจ และแผนรองรับที่ชัดเจน ชี้ละเมิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ
ล่าสุดในวันที่ 26 ธ.ค.2566 ฝ่ายบริหารของบริษัทได้รับหมายเรียกและสำเนาคําฟ้อง จากนายประเดช กิตติอิสรานนท์ กับพวก รวม 6 คน โจทก์ฟ้อง NUSA และกรรมการ รวม 8 คน เป็นจำเลย ในคดีแพ่ง เลขคดีดำที่ 16055/2566 ลงวันที่ 19 ธ.ค.2566 โดยวิธีปิดหมาย ลงวันที่ 24 ธ.ค.2566
โดยวัตถุประสงค์ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 12/2566 ลงวันที่ 7 ธ.ค.2566 วาระ 5.1 เรื่องการขายหรือจําหน่ายทรัพย์สิน 6 รายการ และห้ามจําหน่าย
ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารของบริษัทขอเรียนให้ทราบว่าคดีดังกล่าว ศาลแพ่งได้กำหนดนัดพิจารณาชี้สองสถาน เพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ในวันที่ 4 มี.ค.2567 เวลา 13.30 น. ซึ่งฝ่ายบริหารอยู่ระหว่างการมอบหมายฝ่ายกฎหมายและทีมทนายความดำเนินการต่อไป
นายวิษณุ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวคาดว่าการฟ้องร้องดังกล่าวมาจากการกรณีกรรมการบริษัทอนุมัติหลักการขายสินทรัพย์ และเปิดรายละเอียดของทรัพย์สิน 6 รายการ ซึ่ง 1 ใน 6 รายการ มีรายการขายหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ที่บริษัทถืออยู่จำนวน 7,748,294 หุ้น คิดเป็น 7.12%
ขณะเดียวกัน ประเด็นคำฟ้องของโจทก์ในคดีดังกล่าว ขัดแย้งกับรายงานการประชุม ซึ่งฝ่ายบริหารได้จัดทำรายงานการประชุมตามบันทึกภาพและเสียงการประชุม โดยฝ่ายบริหารฯ ได้เสนอจำหน่ายทรัพย์สิน เพื่อลดภาระหนี้สิน ประกอบกับราคาหุ้นของบริษัทมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าบัญชีเพียง 40% โดยเฉลี่ย
ทั้งนี้ การเสนอวาระพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์สิน เป็นเพียงการเสนอเพื่อขออนุมัติหลักการ มิใช่การจำหน่ายในทางปฏิบัติ เพราะฝ่ายบริหารฯ ต้องทำการสำรวจความต้องการของผู้ซื้อ จากนั้นจะคัดเลือกสินทรัพย์ประมาณ 1 หรือ 2 รายการ เพื่อทำการขายโดยเปิดเผยตามขั้นตอน ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นการขายสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ดำเนินการในการขาย ย่อมไม่เป็นการลิดรอนสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด คดีฟ้องของโจทก์จึงไม่มีมูล
นอกจากนี้ บิดเบือนข้อมมูลผ่านสื่อต่างๆ จนทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ NUSA และบริษัทเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกทั้งยังไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ดังนั้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อเตรียมดำเนินการฟ้องกลับนายประเดช ทั้งแพ่งและอาญา เนื่องจากทำให้ชื่อเสียงของบริษัท และผู้บริหาร เสียหาย จากการบิดเบือนข้อเท็จจริงดังกล่าว
“สินทรัพย์ทั้ง 6 รายการ เราไม่ได้ขายยกล็อตใหญ่ทั้งหมด เป็นแค่การขออนุติหลักการ และเปิดรายการทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องและมีหนี้สินน้อย ที่พร้อมนำออกมาขาย โดยตั้งใจขายแค่ 1-2 รายการ เพื่อให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่ครบกำหนดในปี 2567 เท่านั้น ซึ่งมูลค่าไม่ถึง 50% ของทรัพย์สินทั้งหมด ที่มีกว่า 16,000 ล้านบาท หรือไม่ถึง 8,000 ล้านบาท จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ” นายวิษณุ กล่าว
สำหรับหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในปี 2567 รวมมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนด จำนวน 750 ล้านบาท และหนี้ค่าก่อสร้างโครงการเลเจนด์สยาม พัทยา ประมาณ 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีหนี้รวมมูลค่าเกือบ 5,000 ล้านบาท
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีผลขาดทุนสะสมประมาณ 3,400 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนสะสมบางจำนวนจะหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2567 การจำหน่ายสินทรัพย์ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าทางบัญชี จะทำให้บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยสาเหตุที่บริษัทมีผลขาดทุนสะสมในระดับสูงเป็นผลมาจากภาระดอกเบี้ยที่บริษัทแบกต้นทุนค่าที่ดินที่อยู่ระหว่างรอการพัฒนา
ส่วนในปี 2567 บริษัทมีแผนลงทุน 2 โครงการ ในรูปแบบการร่วมทุน (JV) มูลค่าโครงการละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท เบื้องต้นจะมีการเปิดแผนการลงทุนร่วมกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาพื้นที่ภายในโครงการ มาย โอโซน เขาใหญ่ ในรูปแบบโรงแรมและเรสซิเด้นท์ ในเดือน ม.ค.2567 และอีก 1 โครงการ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่ศรีราชา พัทยา ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีที่ดินอยู่แล้ว
นายวิษณุ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยังคงแบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะมุ่งเน้นขยายธุรกิจเป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ
2.ธุรกิจพลังงาน ปัจจุบันบริษัท ถือหุ้น WEH สัดส่วน 7.12% และ บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO สัดส่วน 23.28% ซึ่งบริษัทได้รับเป็นเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้น กรณีหากมีการขายหุ้น WEH ได้ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อแผน Backdoor Listing
และ 3.ธุรกิจสุขภาพ จะมุ่งเน้นขยายธุรกิจสุขภาพเพื่อการท่องเที่ยว







