
PR9 ส่งซิกผลงานโค้งสุดท้ายปี 66 โตเด่น รับอานิสงส์ไฮซีชั่น
PR9 แย้มผลงานไตรมาส 4/66 โตเด่น รับช่วงไฮซีชั่น เร่งรีโนเวท OPD รองรับดีมานด์พุ่ง เปิดให้บริการ พ.ย.นี้ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงผู้ป่วยต่างชาติ ตั้งทีมทำการตลาดเชิงรุกเจาะกลุ่มคนไข้กลุ่ม CLMV-อาหรับ ต่อจิ๊กซอว์โตแกร่ง ส่วนงบไตรมาส 3/66 มีกำไร 140.1 ล้านบาท ลดลง 4.8%
นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2566 คาดเติบโตโดดเด่น รับช่วงไฮซีชั่นของธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งเห็นสัญญาณการเข้าใช้บริการรักษาจากผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยล่าสุดบริษัทได้เตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงกลุ่มต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย (Expat) ด้วยการเร่งรีโนเวท OPD บริเวณชั้น 2 อาคาร A เพื่อขยายศักยภาพ (Capacity) ในการรับรองผู้ป่วยนอก คาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าปรับกลยุทธ์ขยายฐานตลาดต่างประเทศ เจาะตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศอาหรับที่มีกำลังจ่ายสูง รวมถึงเน้นกลุ่มประเทศ CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม ที่เริ่มกลับมาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรับผิดชอบส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการหาคนไข้ต่างชาติโดยเฉพาะ สำหรับประสานงานและติดต่อเอเจนท์ต่างชาติ
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้เตรียมเปิดแผนก International Center บริเวณอาคาร A ชั้น 1 อย่างเป็นทางการภายในช่วงไตรมาส 1/2567 เบื้องต้นมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติขยับขึ้นเป็น 15% ของรายได้รวม ภายในสิ้นปี 2566 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
“โรงพยาบาลยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์เพื่อเติบโตเป็นบริษัทที่ยั่งยืนในอนาคต ด้วยการยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคยากซับซ้อน ผ่านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญและเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงได้ทำการศึกษาพัฒนาศูนย์แพทย์เฉพาะทางอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ศูนย์โรคมะเร็ง เพื่อต่อยอดความเป็นเลิศทางการแพทย์ โดยในปีนี้ มองเห็นการเติบโตของผู้ป่วยที่ใช้บริการสถาบันโรคไตและเปลี่ยนไตเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีโอกาสได้เห็นจำนวนเคสเปลี่ยนไตทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ ” นพ.เสถียร กล่าว
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 140.1 ล้านบาท ลดลง 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 147 ล้านบาท แต่มีรายได้รวม 1,078.2 ล้านบาท เติบโต 0.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้รวม 1,074.9 ล้านบาท
โดยรายได้จากคนไข้กลุ่ม Non-Covid ในไตรมาส 3/2566 เติบโต 9.0% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากกลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD) และกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) ที่เพิ่มขึ้น มีอัตราเข้าใช้บริการของผู้ป่วยที่รักษาโรคเฉพาะทาง และโรคที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น อาทิ โรคหูคอจมูก, การผ่าตัดเลสิก, การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและข้อ รวมถึงจำนวนเคสเปลี่ยนไตที่เติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการตรวจสุขภาพ ทั้งกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย, ผู้ป่วยต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ล่าสุด บริษัทได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2566 ในระดับ “AAA” ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการบริหารจัดการธุรกิจสถานพยาบาลให้ดำเนินอย่างมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า, คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขัน ช่วยสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ เพื่อเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งในระยะยาว







