posttoday
ส่อง CV ฉวยจังหวะเข้าตลาดฯ ครบ 2 ปี เพิ่มทุน 3 เท่า-เข้าข่าย “แบ็กดอร์”?

ส่อง CV ฉวยจังหวะเข้าตลาดฯ ครบ 2 ปี เพิ่มทุน 3 เท่า-เข้าข่าย “แบ็กดอร์”?

27 สิงหาคม 2566

CV เข้าเทรดใน SET จะครบ 2 ปี ในอีกไม่กี่วันนี้ กลับมาเป็นเป้าสายตาอีกครั้ง หลังประกาศเพิ่มทุนมากถึง 3 เท่าของทุนจดทะเบียนเดิม ทำให้เกิดคำถามมากมาย โดยเฉพาะกรณีขาย PP และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ขายหุ้น เปิดทางให้ใคร จะเข้าข่าย Backdoor Listing หรือไม่

บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจด้านวิศวกรรม และธุรกิจอื่นที่สนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องด้านพลังงานแบบครบวงจร ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2564 ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งจะครบ 2 ปีเต็ม ในไม่กี่วันที่จะถึงนี้แล้ว

เพิ่มทุนครั้งใหญ่ 3 เท่าตัว 
ล่าสุด CV กลับมาอยู่ในเป้าสายตาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติเพิ่มทุนจดทะเบียน 1,920 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 640 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียน 2,560 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 3,840 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท    

แบ่งเป็น 1.จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 2,560 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) ในอัตราส่วนการจัดสรร 1 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 2 หุ้นสามัญเพิ่มทุน ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 2,560 ล้านบาท

2.จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 1,280 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 1 (CV-W1) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทที่จองซื้อและได้รับจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) โดยไม่คิดมูลค่า (ศูนย์บาท) ในอัตราจัดสรร 2 หุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ

โดยใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวมีอายุ 5 ปี นับจากวันที่ได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ มีอัตราการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น และกำหนดราคาการใช้สิทธิเท่ากับ 1.20 บาทต่อหุ้น (ยกเว้นกรณีมีการปรับราคาใช้สิทธิ)

3.จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 2,560 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนเหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น เสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement : PP) 

ทั้งนี้ CV จะได้รับเงินจากการขายหุ้นสามัญการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด จำนวนไม่เกิน 2,560 ล้านบาท และจากการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 1(CV-W1) จำนวนไม่เกิน 1,536 ล้านบาท รวมเป็นเงินไม่เกิน 4,096 ล้านบาท

โดยนำไปใช้ 1) ซื้อหุ้นสามัญ บริษัท บริษัท เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX) จำนวนไม่เกิน 37,008,746 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 6 บาท หรือคิดเป็น 20% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ WTX จากผู้ถือหุ้นของ WTX คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 1,040 ล้านบาท 

2) เงินทุนหมุนเวียนในบริษัท และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย จำนวนไม่เกิน 500 ล้านบาท 3) ชำระหนี้เงินกู้ยืมของบริษัท และ/หรือบริษัทย่อย จำนวนไม่เกิน 500 ล้านบาท 4) ใช้สำหรับการลงทุนเพื่อรองรับการต่อยอดธุรกิจหลัก และ/หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในอนาคตกับธุรกิจของกลุ่มบริษัทในอนาคต รวมทั้งการลงทุนในโครงการต่างๆ จำนวนไม่เกิน 2,056 ล้านบาท

ตั้ง “บัณฑิต สะเพียรชัย” นั่งบอร์ด
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังมีมติอนุมัติการแต่งตั้ง “บัณฑิต สะเพียรชัย” ให้ดำรงตำแหน่ง “กรรมการ” โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.2566 เป็นต้นไป

ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ขายหุ้น
ขณะเดียวกัน ในวันที่ 17 ส.ค.2566 “เศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 359,567,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 28.09% ได้ขายหุ้นออก 2 ล็อต แบ่งเป็นล็อตแรกขายบิ๊กล็อต 17.50 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 1.40 บาท รวมมูลค่า 24.50 ล้านบาท ส่วนอีกล็อต 10.58 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 1.26 บาท รวมมูลค่า 13.33 ล้านบาท 

จากนั้นวันที่ 18 ส.ค.2566 ขายออกอีก 12.50 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 1.25 บาท รวมมูลค่า 15.62 ล้านบาท รวม 2 วัน ขายออกไป 40.58 ล้านหุ้น 

เต็มไปด้วยข้อสงสัย
ดังนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นในหัว? กับหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุนขาย PP ยังไม่มีการระบุราคา และรายชื่อบุคคลที่จะมาซื้อ รวมไปถึงการเพิ่มทุนที่มากถึง 3 เท่า ของทุนจดทะเบียนเดิม แต่ไม่กี่วันถัดมา ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 กลับขายหุ้นออกมา 40.58 ล้านหุ้น เปิดทางให้ใคร และ PP ที่จะได้รับการจัดสรร จะมีสัดส่วนการถือหุ้นมากพอที่จะเข้ามาควบคุม CV กลายเป็นเข้าข่ายการเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ทางอ้อม (Backdoor Listing) หรือไม่   

ยังมีที่น่าสงสัยอีกกับ “บัณฑิต สะเพียรชัย” ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ชื่อนี้คุ้นกันมาก่อนหน้านี้ จากกรณีหุ้น บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ OTO ที่ “บัณฑิต สะเพียรชัย” เข้าไปนั่งเป็นกรรมการ ก่อนได้ขึ้นแท่นเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แต่ยังไม่ทันถึงวันที่มีผล กลับแจ้งลาออกเสียก่อน 

รวมทั้งการนำเงินเพิ่มทุน ไม่เกิน 1,040 ล้านบาท ไปซื้อหุ้น WTX ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจัดการซากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งาน (Dismantle Recycling) รวมทั้งการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงแข็ง (Solid recovered fuel : SRF) และธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในสัดส่วน 20% จากผู้ถือหุ้นของ WTX แต่ไม่ได้ระบุชื่อชัดเจนว่าเป็นใคร 

ซึ่งรายชื่อผู้ถือหุ้นของ WTX ณ วันที่ 3 พ.ค.2566 มี บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MILL ถือหุ้นอันดับ 1 จำนวน 121,599,993 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 65.71% และ บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ถือหุ้นอันดับ 4 จำนวน 11,842,831 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 6.40% 

ส่อง CV ฉวยจังหวะเข้าตลาดฯ ครบ 2 ปี เพิ่มทุน 3 เท่า-เข้าข่าย “แบ็กดอร์”?

ทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน และมีความไม่ชอบมาพากลหรือไม่

ขณะที่ในด้านราคาหุ้นของ CV ณ วันที่ 25 ส.ค. 2566 ปิดที่ 1.11 บาท ลดลงไปมากถึง 71.54% จากราคา IPO ที่ 3.90 บาท  

ส่วนในแง่ของผลการดำเนินงานในปี 2563-2565 มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,520.59 ล้านบาท 1,735.87 ล้านบาท และ 1,967.22 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 95.05 ล้านบาท 147.17 ล้านบาท และ 23.28 ล้านบาท 

ล่าสุดผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกปี 2566 มีรายได้รวมอยู่ที่ 549.31 ล้านบาท และพลิกเป็นขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 89.54 ล้านบาท 

หุ้นขนาดกลาง-เล็ก ยังคงเป็นประเด็นกันไม่แผ่ว ดังนั้นรายย่อยต้องระมัดระวัง ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ใช่แค่จับตา แต่คงต้องสอดส่อง ตรวจสอบกันอย่างใกล้ชิด 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI