posttoday
SET แกว่งในกรอบ 1,479-1,520 จุด รอ Breakout

SET แกว่งในกรอบ 1,479-1,520 จุด รอ Breakout

14 กรกฎาคม 2566

SET แกว่งในกรอบระหว่าง 1,479-1,520 จุด รอการ Breakout จะมีทิศทางชัดขึ้น กลยุทธ์การลงทุน “เน้นตั้งรับ และ Selective Buy” แนะนำ PTTEP และ KCE

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า สถานการณ์การเมืองยังมีความไม่แน่นอน รอโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 ในวันพุธหน้า ขณะที่ด้านทางเทคนิค SET แกว่งในกรอบระหว่าง 1,479-1,520 จุด รอการbreakout จะมีทิศทางชัดขึ้น โดยหากขึ้นทะลุผ่าน 1,520 จุด จะเป็นสัญญาณที่ดี โดยมีแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 1,534 จุดส่วนกรณีหลุด 1,479 จุด เป็นสัญญาณลบ และมีแนวรับถัดไป 1,465 จุด

ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสได้รับแรงกดดันจาก Beige Book ของเฟด ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มของกิจกรรมเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว อีกทั้งเงินเฟ้อของสหรัฐและอังกฤษที่ปรับตัวลง ค่อนข้างช้า ขณะที่ในประเทศอยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้า ผลการโหวตนายกรัฐมนตรีของไทยในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “เน้นตั้งรับ และ Selective Buy” ในธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

1. หุ้นที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 จะยังเติบโตได้ดี YoY เลือก AOT BBL ADVANC MINT OSP BDMS BEM

2. หุ้นพื้นฐานดี ซึ่งคาดยังมีศักยภาพจ่ายเงินปันผลสูง โดยคาดให้ Div. Yield ปี 2566 มากกว่าปีละ 5% เลือก TISCO LH AP

3. นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้แนะนำซื้อเก็งกำไรหาก SET ปรับลงมาแถว 1,450 จุด สำหรับหุ้นที่คาดมีโอกาสฟื้นตัวหลังราคาปรับลงลึกจนซื้อขายด้วย PER และ PBV ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย -1SD เลือก CRC GULF SCGP

ขณะที่ช่วงสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนสำหรับ 1) หุ้นกลุ่มอาหาร (TU CPF GFPT BTG) หลังมองมีโอกาสที่ตลาดจะปรับลดคาดการณ์กำไรลงหลังประกาศงบไตรมาส 2/2566 ซึ่งคาดภาพรวมอ่อนทั้ง YoY และ QoQ 

2) หุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญ จากกำลังซื้อภาคเกษตรที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์(GLOBAL) กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG มีต้นทุนน้ำตาลสูง) กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (CKP) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF GFPT) 

3) หุ้นเทคโนโลยี (DELTA HANA KCE) จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน อีกท้ังผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ PTTEP ช่วงสั้นได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ไตรมาส2/2566 คาดกำไรที่ 1.94 หมื่นล้านบาท จะยังทรงตัว QoQ แต่อ่อนตัวลง YoY เนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซลดลงและปริมาณการขายลดลงเล็กน้อย ส่วน Div. Yield ปี 2566 คาดหวังไว้ที่ 4-5%

KCE มองผลประกอบการจะ Bottom Out ในครึ่งปีแรก และจะเติบโตในครึ่งปีหลัง จาก Capacity ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนที่คาดจะลดลง โดยเฉพาะราคาทองแดง ในตลาดโลกและค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มลดลง ส่วนราคาหุ้นมองปรับลงสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้วจบปัจจุบันเทรดที่ PER -1SD

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI