
ก.ล.ต.เร่งขยายผลสอบปมปั่นหุ้น-อินไซด์-ผู้สอบบัญชี คดี STARK
ก.ล.ต.เร่งดำเนินการขยายผลตรวจสอบกรณีปั่นหุ้น อินไซด์ฯ และผู้สอบบัญชี คดี STARK หากพบทำผิดพร้อมกล่าวโทษเพิ่มเติ่ม มั่นใจพยานหลักฐานแน่นเพียงพอกล่าวโทษได้ แต่คดีจะถึงที่สุดหรือไม่ขึ้นอยู่กับ DSI
นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ตามที่ ก.ล.ต.ได้มีการกล่าวโทษ และสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด กรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK รวม 10 ราย และห้ามมิให้ออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวนั้น ก.ล.ต.ได้ดำเนินการไประดับหนึ่ง ไม่ใช่การดำเนินการทั้งหมด
“ขั้นตอนการทำงานมีหลายส่วน อะไรที่มีความชัดเจนก่อนหรือรวบรวมข้อมูลได้ก่อนเราก็จะเร่งดำเนินการ ส่วนการดำเนินการต่อไปยังมีอยู่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการขยายผลตรวจสอบผู้กระทำความผิด กรณี STARK หากพบการกระทำความผิดจะมีการกล่าวโทษเพิ่มเติม” นายธวัชชัย กล่าว
โดยขณะนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบการสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) ว่าพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ เพราะมีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่ง ก.ล.ต.มีการกล่าวโทษไปแล้ว ดังนั้นต้องดูว่าข่าวหรือข้อมูลดังกล่าวได้มีผลต่อการซื้อขายหรือพฤติกรรมการสร้างราคาหรือไม่ รวมถึงกรณีการทำ Big Lot ของผู้บริหารมีการใช้ข้อมูลภายใน (อินไซด์) เพื่อการซื้อขายหรือไม่
นอกจากนี้ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบผู้สอบบัญชีเพิ่มเติม โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ ผู้สอบบัญชีที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สามารถดำเนินการได้ทันที โดยหากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานว่าผู้สอบบัญชีมีความมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก.ล.ต.จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หลักฐานในชั้นแรกยังไม่สามารถตรวจสอบได้ถึงตัวผู้สอบบัญชี
ในส่วนของบริษัทที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต.นั้น ก.ล.ต.ไม่ได้มีอำนาจในการเพิกถอนใบอนุญาตฯ ในส่วนนี้ เนื่องจากอยู่ภายใต้การดูแลของสภาวิชาชีพบัญชีฯ อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบพบการกระทำความผิดก็จะมีการประสานงานกับ สภาวิชาชีพบัญชีฯ เพื่อดำเนินมาตรการลงโทษได้
ด้านนางพัฒนพร ไตรพิพัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. กล่าวว่า การอายัดทรัพย์สินที่กำหนดระยะเวลา 180 วัน และห้ามผู้ถูกกล่าวโทษเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 15 วัน ก.ล.ต. สามารถยื่นขอศาลอาญาขยายระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง
ส่วนกรณีกระแสข่าวผู้ถูกกล่าวโทษบางรายได้หนีออกประเทศไปแล้วนั้น เป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวน ซึ่ง DSI มีกระบวนการที่จะไปดำเนินการติดตามตัวผู้กระทำผิด
“เรามั่นใจว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวโทษได้ แต่คดีจะถึงที่สุดหรือไม่อยู่ที่ DSI แล้ว ซึ่งต้องติดตามต่อ และเราพร้อมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับ DSI” นางพัฒนพร กล่าว







