
SET ลุ้นฟื้นตัวรับ Sentiment บวก หลังบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้สหรัฐ
SET ลุ้นกลับมาฟื้นตัวรับ Sentiment บวก หลังบรรลุข้อตกลงในการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐ ให้กรอบ 1,530-1,542 จุด กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ BCP และ KBANK
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET กลับมาฟื้นตัวทดสอบกรอบบนเดิมอีกครั้งบริเวณ 1,542 จุด ด้วย Sentiment บวก การบรรลุข้อตกลงในการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐ โดยแนวโน้มราคาหากขึ้นทะลุ 1,542 จุด ได้ จะเป็นบวกต่อในภาพรวม ส่วนกรณีไม่ผ่าน ยังเป็นแนวโน้มเดิม คือ พักตัวในกรอบ 1,530-1,542 จุด และระวังการหลุดต่ำกว่า 1,530 จุด จะเป็นลบ โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1,523 จุด
ทั้งนี้ มอง SET ยังเคลื่อนไหวผันผวนและแกว่งตัวในกรอบ โดยแม้การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐจะได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นSentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย และการประชุมนโยบายการเงินของ กนง. มองจะมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 25 bps ตามตลาดคาด
อย่างไรก็ตาม ประเมิน SET จะยังคงมี Upside จำกัด เนื่องจากตลาดยังคงจับตาเสถียรภาพในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไทย สถานการณ์การระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 ในจีน และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในยุโรป ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ "Selective Buy” ในธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจาก MOU 23 ข้อ ที่ 8 พรรคการเมืองร่วมลงนาม เลือก BBL KTB KBANK HMPRO GLOBAL BCH CHG SPRC STANLY AH ONEE HTC TNP
2. หุ้นที่ INVX Research มีการปรับเพิ่ม Rating และ/หรือ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย เลือก KKP BJC OSP
3. สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ซึ่งต้องการเก็งกำไรระยะสั้นในประเด็นการเจรจาเพดานหนี้สหรัฐได้ข้อสรุปแนะนำ DELTA PTTEP BCP
ขณะที่ช่วงสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนสำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงหรือปัจจัยลบกดดันราคาหุ้น ดังนี้
1) หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่ม PTT ออกไปก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงหรือความไม่ชัดเจนของโครงสร้างราคาพลังงานจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
2) หุ้นที่คาดได้รับผลกระทบอย่างมีนัย จากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่ม ขนส่งพัสดุ(KEX) กลุ่มอาหาร (CPF ZEN GFPT TU AU CENTEL) กลุ่มอสังหาฯ (LPN PSH SIRI QH AP) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA KCE)
3) หุ้นที่ราคาขึ้นมาสูงกว่าโควิด-19 และเราแนะนำ Underperform เลือก AAV SAWAD MST NRF
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ BCP ปี 2566 คาดกำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้น YoY เนื่องจากผลกระทบจาก ขาดทุนสินค้าคงเหลือและสัญญาประกันความเสี่ยงจะลดลง อีกทั้งยังมีมุมมองบวกต่อแผนเข้าซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน ซึ่งจะทำให้สามารถ ขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (แนะนำซื้อที่ราคาไม่สูงกว่า 32.00 บาท)
KBANK มองได้ผลบวกจากการลงนาม MOU ของพรรคการเมือง ซึ่งมีแผนให้ SMEs กลับมาเติบโต ขณะที่ปี 2566 คาดกำไรจะเติบโต 8%YoY จากสินเชื่อที่เติบโต 5% NIM ที่ขยายตัว 16 bps รวมถึง credit cost, non-NII และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในระดับทรงตัว (แนะนำซื้อที่ราคาไม่สูงกว่า 133.50 บาท)







