
RATCH รับทรัพย์โรงไฟฟ้าไพตัน-เน็กส์ซิฟปั้มผลงาน Q2/66 โต
RATCH จ่อซดกำไรโรงไฟฟ้าไพตัน-เน็กส์ซิฟหนุน Q2/66 เติบโต พร้อมอัดงบ 3.5หมื่นล้านบาทอัพพอร์ตไฟฟ้าเสริมทัพอนาคต
นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลงานไตรมาส 2/66 คาดเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนไพตัน ประเทศอินโดนีเซีย กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,045 เมกะวัตต์ ตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 2,500 ล้านบาทต่อปี โดยจะเริ่มรับรู้กำไรบางส่วนในไตรมาส 2/66 และรับรู้เต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป นอกจากนี้ได้รับรู้รายได้จากการเข้าลงทุนในพอร์ตของเน็กส์ซิฟ(Nexif)ต่อเนื่อง อีกทั้งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าหลักหงสาเข้ามาหนุน
ครึ่งปีหลังไฟฟ้ามาแรง
นอกจากนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 67 จำนวน 8 โครงการ รวมกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 518.66 เมกะวัตต์คืบหน้าตามแผนงาน ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาเชื้อเพลิง คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/66
ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คาลาบังก้า ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 36.33 เมกะวัตต์กำลังดำเนินการจัดหาเงินกู้โครงการและจะเริ่มดำเนินงานก่อสร้างในเดือนมิถุนายนนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการบุกเบิกธุรกิจในประเทศฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ดี บริษัทเดินหน้าแผนการลงทุนให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าต้องการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ ทั้งประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะเน้นเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และพลังงานทดแทนไม่น้อยกว่า 700 เมกะวัตต์ ในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย
ส่วนธุรกิจ Non-Power บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย การผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ในประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ กลุ่มประเทศยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และขยายฐานธุรกิจด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็บริหารประสิทธิภาพสินทรัพย์ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดและรายได้ พร้อมทั้งจัดเตรียมแผนการจัดหาเงินทุน โดยพิจารณาเครื่องมือทางการเงินและต้นทุนที่เหมาะสมกับประเภทโครงการ ซึ่งจะช่วยให้แผนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ทุ่ม 3.5หมื่นล้านลุยโรงไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทคงงบลงทุนปีนี้จำนวน 35,000 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า 29,000 ล้านบาท โดยหวังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้ได้ 20% ของกำลังการผลิตรวม และเพิ่มขึ้นมาเป็น 25% ส่วนธุรกิจนอกภาคไฟฟ้า(Non-Power Business)คาดใช้เงินลงทุนราว 6,000 ล้านบาท
ส่วนนโยบายลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนของรัฐบาลใหม่ มองว่าถ้ารัฐบาลจะสามารถกำกับดูแลค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือนร้อนในภาวะที่ค่าไฟแพงได้ ซึ่งก็เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่ แต่ก็ควรพิจารณาถึงการกำกับดูแล เพื่อให้ประชาชนไม่เดือดร้อน รวมถึงการลงทุนของประเทศด้วย
“บริษัทยังคงเดินหน้าแผนการลงทุนให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าต้องการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ ทั้งประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะเน้นเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และพลังงานทดแทนไม่น้อยกว่า 700 เมกะวัตต์ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ส่วนธุรกิจ Non-Power มีแผนที่จะพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และขยายฐานธุรกิจด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็บริหารประสิทธิภาพสินทรัพย์ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดและรายได้ พร้อมทั้งจัดเตรียมแผนการจัดหาเงินทุน โดยพิจารณาเครื่องมือทางการเงินและต้นทุนที่เหมาะสมกับประเภทโครงการ ซึ่งจะช่วยให้แผนขยายธุรกิจของบริษัทสำเร็จตามเป้าหมาย” นางสาวชูศรี กล่าว
Q1/66กำไรดี-หนี้ต่ำ
RATCH ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2566 มีรายได้รวม จำนวน 17,005 ล้านบาท ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 15,310 ล้านบาท และกำไรส่วนของบริษัท 1,448 ล้านบาท สำหรับฐานะการเงินของบริษัท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 224,500 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 118,035 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 106,465 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทยังมีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งสะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.11 เท่า และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นร้อยละ 7.36







