posttoday
SCGP อัดฉีด 18,000 ลบ. ลุยควบรวมกิจการ-ขยายธุรกิจ

SCGP อัดฉีด 18,000 ลบ. ลุยควบรวมกิจการ-ขยายธุรกิจ

09 พฤษภาคม 2566

ผลประกอบการไตรมาส 1/66 มีกำไร 1,220 ลบ. เหตุยอดขายวูบจากจีนล็อกดาวน์-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยกดดัน แต่ Q2 ฟื้น เดินหน้าควบรวมกิจการ-ขยายธุรกิจมาร์จิ้นสูง-เจาะตลาดเอเชียใต้

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 1/66 ความต้องการบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะจากการบริโภคในประเทศสำหรับสินค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคในภูมิภาคอาเซียนปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการบริการและการท่องเที่ยว ประกอบกับการเปิดประเทศของจีนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันอุปสงค์ของการใช้บรรจุภัณฑ์ในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานด้วยเช่นกัน 

อีกทั้งภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เสื้อผ้า รองเท้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการส่งออกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะส่งออกจากภูมิภาคอาเซียนไปยังทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ

สำหรับอุตสาหกรรมกระดาษบรรจุภัณฑ์ ได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตในประเทศจีน แต่ราคาขายในบางพื้นที่ยังกดดัน เนื่องจากผู้ผลิตเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตในอัตราที่สูงขึ้นท่ามกลางความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิและบรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิมีการปรับตัวดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่บรรจุภัณฑ์เพื่อสินค้าคงทนและภาคการส่งออกอยู่ในช่วงชะลอตัว

ด้านต้นทุนมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วงกลางปี65 โดยเฉพาะค่าขนส่งและวัตถุดิบ รวมถึงต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังฤดูหนาว จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น บรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่ช่วยผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเติบโตในอนาคต

ล็อคดาวน์จีน-เงินเฟ้อ-ดบ.ฉุดQ1

SCGP ในไตรมาส 1/66 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 33,729 ล้านบาท ลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากนโยบายล็อกดาวน์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิดในปีก่อนของประเทศจีนฉุดความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์โดยรวมลดลงส่งผลต่อปริมาณขายและราคาขายลดลง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคหดตัวลง โดยเฉพาะการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น แต่รายได้ขายเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ผลจากปริมาณขายกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและธุรกิจเยื่อและกระดาษดีตามเศรษฐกิจในประเทศฟื้น บวกการส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์มีมากขึ้นหลังการเปิดประเทศของจีน

ขณะที่ EBITDA ไตรมาส 1/66 เท่ากับ 4,471 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมี EBITDA Margin ที่ 13% ส่วนกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 1,220 ล้านบาท ลดลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 171% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 4% เนื่องมาจากปริมาณขายและราคาขายที่ลดลง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคชะลอตัว แต่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งพร้อมกับการฟื้นตัวของปริมาณการขายกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับตลาดทั้งในประเทศและส่งออกหนุน
 

Q2 สัญญาณฟื้น-ลุยควบรวม

สถานการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนในไตรมาส 2/66 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตต่อเนื่อง ความต้องการสินค้าสำหรับอุปโภคอื่นๆฟื้นตัว 

ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบประมาณในการลงทุน(CAPEX)ปี66 ราว 18,000 ล้านบาท เน้นการควบรวมกิจการ(M&P)และขยายธุรกิจ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย อีกทั้งบริษัทยังหาโอกาสในการขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความสามารถในการเจริญเติบโตสูงในอนาคต เช่น กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ bio-solution และรีไซเคิล รวมถึงหาโอกาสในตลาดใหม่ เช่น เอเชียใต้ เป็นต้น

นอกจากนี้ SCGP มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่านการประสานความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมในการเพิ่มมูลค่าในสินค้า รวมถึงนำเสนอโซลูชันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าควบคู่กับความยั่งยืน (เช่น mono material, bio-PET) รวมถึงการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นระบบอัตโนมัติ (Automation) และการลดการใช้พลังงาน รวมถึงการจัดซื้อวัตถุดิบ 17แบบรวมศูนย์ (Pool-purchase) มีการเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนหมุนเวียนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดวงจรเงินสด (Cash cycle)

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI