
SET เคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,580-1,610 จุด
SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,610 จุด ช่วงนี้ไม่มีปัจจัยใหม่หนุน นักลงทุนรอดูผลการดำเนินงานธนาคารขนาดใหญ่ของไทยในวันศุกร์นี้ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ MINT และ KCE
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,610 จุด โดยในช่วงนี้ไม่มีปัจจัยใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีนัก และนักลงทุนในตลาดรอดูผลการดำเนินงานธนาคารขนาดใหญ่ของไทยในวันศุกร์นี้ ส่วนภาพรวมยังใช้จุดติดตามบริเวณ 1,570 จุด หากไม่ต่ำกว่า มองดัชนียังมีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อ โดยมีเป้าหมายบริเวณจุดสูงเดิม 1,613-1,615 จุด
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET จะเคลื่อนไหว Sideways อยู่ในกรอบระหว่าง 1,580-1,620 จุด เนื่องจากตลาดยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ และรอดูผลประกอบการไตรมาส 1/2566 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ อีกทั้งมุมมองที่แตกต่างระหว่างเฟดและตลาดเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจนำไปสู่ความผันผวนของตลาดในระยะถัดไป ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ "Selective Buy” ในธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Best of the best ภายใต้วิกฤตการเงินในสหรัฐและยุโรป ซึ่งมีพื้นฐานและฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรในปี2566-2567 เติบโตเฉลี่ยสูงกว่ากําไรของกลุ่มหุ้นที่เราแนะนํา Outperform และ Valuation ไม่แพง โดยชื้อขายด้วยPER และ PBV เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่บริเวณ -1.0 ถึง -2.0 S.D. ให้คาด Downside เริ่มจํากัด จึงมองเป็นโอกาสชื้อสะสม เลือก AU BBL BDMS CPALL GULF
2. หุ้นที่มีสถิติให้ผลตอบแทนดีหากชื่อวันแรกหลังเปิดสงกรานต์และขายปลายเดือน เม.ย. โดยคัดเลือกหุ้นที่เราแนะนํา Outperform และมีปัจจัยบวกหนุน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน เลือก PTT BCP ซึ่งคาดได้อานิสงส์ราคานํ้ามันฟื้นตัว และค่าการกลับเข้าสู่ High Season, กลุ่มค้าปลีก เลือก HMPRO หลังอุปสงค์ เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มให้ความเย็นปรับตัวดีขึ้นจากภาวะอากาศร้อนจัด และหุ้นปันผล เลือก AP KKP KTB LH ซึ่งจะขี้น XD ในช่วงกลาง เม.ย.-ต้น พ.ค. นี้
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ MINT คาดไตรมาส 1/2566 กำไรเพิ่มขึ้น YoY โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหารที่แข็งแกร่งขึ้น แต่จะลดลง QoQ จากผลกระทบทางฤดูกาลของธุรกิจโรงแรมในยุโรป ขณะที่ราคาหุ้นMINT ยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 อยู่ 12%
KCE คาดไตรมาส 1/2566 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ และจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2566 จาก Pent up demand โดยเฉพาะจากลูกค้าฝั่งยุโรปซึ่งคาดจะชดเชยการปรับลดราคาขายให้กับลูกค้าได้ และคาดจะดีต่อเนื่องไปถึงปี 2567 ที่มีการขยายกำลังผลิตครั้งใหญ่







