posttoday
ASPS มอง SET ไตรมาส 2 ฟื้นช่วงสั้น รับเลือกตั้ง-งบ บจ.ผ่านจุดต่ำสุดไตรมาส 4/65

ASPS มอง SET ไตรมาส 2 ฟื้นช่วงสั้น รับเลือกตั้ง-งบ บจ.ผ่านจุดต่ำสุดไตรมาส 4/65

18 เมษายน 2566

บล.เอเซีย พลัส ประเมิน SET ไตรมาส 2/66 เด้งในระยะสั้น รับเงินสะพัดจากเลือกตั้ง และงบบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/66 ฟื้น หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/65 แนะนำหุ้น Bottom Out เป้าหมาย Fund Flow ส่วนทั้งปี 66 ปรับลดเป้าดัชนีลงเหลือ 1,610-1,670 จุด จากเดิม 1,740 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/2566 ในช่วงต้นไตรมาส มีปัจจัยเลือกตั้งที่จะเข้ามาสนับสนุนทั้งใช่วงก่อนการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง 

โดยคาดว่าหลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้นในช่วง 1 สัปดาห์ ตามสถิติดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ3.81% ทำให้เป็นจังหวะที่นักลงทุนสามารถมีโอกาสเข้าซื้อได้ โดยให้กรอบในช่วงไตรมาส 2/2566 ไว้ที่ 1,544-1,630 จุด ซึ่งในช่วงที่ดัชนีต่ำกว่า 1,610 จุด มองว่าเป็นโอกาสที่สามารถเข้าทยอยสะสมได้ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้วยังคงต้องดูการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่ให้เงินสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของพรรคการเมืองที่ออกมาว่าจะสามารถกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้หรือไม่

“สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ การใส่เงินเข้าไปแล้วไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้จริง และไม่เกิดเงินหมุนเวียนที่แท้จริงในเศรษฐกิจ ทำให้เป็นการใช้งบประมาณภาครัฐที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และเป็นภาระทางการคลัง” นานเทิดศักดิ์ กล่าว 

ประกอบกับแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 1/2566 คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 4/2565 ได้แล้ว หลังจากผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2565 ออกมาต่ำกว่า Consensus ประเมินไว้สูงถึง30% ทำให้นักวิเคราะห์ต่างปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลง 

โดย บล.เอเซีย พลัส ปรับลดคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2566 อยู่ที่ 1.12 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ระดับ 91.8 บาท/หุ้น เติบโต 12.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

ทั้งนี้ กำไรบริษัทจดทะเบียนของหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วยังเติบโตไม่ถึง 2 หลัก ทำให้ปัจจัยของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยที่เติบโตเด่นจะดึงดูดกระแสเงินทุน (Fund Flow) เข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทยได้

ขณะเดียวกัน ปัจจัยในประเทศที่มีน้ำหนักในทางบวกจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวกลับมาค่อนข้างโดดเด่น จากนักท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่โตก้าวกระโดดมาเกือบ 6 ล้านคน ณ สิ้นไตรมาส 1/2566 และสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 30 ล้านคน ซึ่งใกล้กับก่อนช่วงเกิดโควิด-19 ที่ 40 ล้านคน ถือว่าภาคการท่องเที่ยวไทยมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว 

ประกอบกับการบริโภคครัวเรือนที่กลับฟื้นตัวขึ้น จากการที่คนมีรายได้กลับมามากขึ้น และทิศทางของการเติบโตเศรษฐกิจไทยยังเห็นการเติบโตได้ 3.6% ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดีกว่า GDP โลกที่Consensus คาดโตเฉลี่ย 2.3%

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2/2566 ยังผันผวน เพราะติดอยู่กับความกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น, ปัญหาระบบสถาบันการเงินและความเสี่ยงเศรษฐกิจเข้าสู่ Recession โดยวงจรความกังวลมีจุดเริ่มต้นมาจากการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อสกัดเงิน ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/2566 เริ่มเห็นผลกระทบมายังภาคสถาบันการเงินสหรัฐฯ (SVB) และยุโรป (Credit Suisse) เริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องก่อนที่ FED และ SNB จะเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที 

ดังนั้นประเมินปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มยังมีความเสี่ยงขยายวงกว้างไปยังสถาบันการเงินต่างๆ หากต้นเหตุที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปที่เข้าสู่ภาวะ Recession มากขึ้นซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นไทยคงหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับลดเป้าดัชนี SET ปี 2566 ลงเหลือ 1,610-1,670 จุด จากเดิม 1,740 จุด หลังจากที่ยังมีความเสี่ยงและความผันผวนจากปัจจัยภายนอกอยู่มาก โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำทยอยสะสมหุ้นเมื่อ SET Index อยู่ในระดับต่ำกว่า 1,610 จุด โดยเลือกหุ้นสภาพคล่องสูง (เป็นเป้าหมายของ Fund Flow) บวกกับกำไรมีแนวโน้มผ่านจุดเลวร้าย (Bottom Out) ได้แก่ ADVANC, AMATA, BGRIM, SNNP, JMT, STEC

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI