
“ณรงค์ชัย” ชี้โจทย์เศรษฐกิจไทย 35 ปี ดัน Digital - Energy ปลดล็อกผลิตภาพ เลิกอุ้ม Zombie SMEs
“ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี” ย้อนรอย 35 ปีเศรษฐกิจไทย จากยุคเปิดเสรีการค้า-การเงิน สู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและหลักประกันสุขภาพ ชี้ความท้าทายรอบใหม่ต้องเร่งปฏิวัติดิจิทัลควบคู่พลังงาน ปรับกฎระเบียบ เปิดทางผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ พร้อมจัดการธุรกิจไร้ประสิทธิภาพ และกระจายอำนาจสร้างเมืองแห่งอนาคต
KEY
POINTS
- “ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี” ย้อนรอย 35 ปีเศรษฐกิจไทย จากยุคเปิดเสรีการค้า-การเงิน สู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและหลักประกันสุขภาพ
- ชี้ความท้าทายรอบใหม่ต้องเร่งปฏิวัติดิจิทัลควบคู่พลังงาน ปรับกฎระเบียบ เปิดทางผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ
- พร้อมจัดการธุรกิจไร้ประสิทธิภาพ และกระจายอำนาจสร้างเมืองแห่งอนาคต
เวทีเสวนาพิเศษ Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth เนื่องในโอกาสการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)
สะท้อนบทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การพัฒนาตลาดเงินตลาดทุน ไปจนถึงการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นักเศรษฐศาสตร์ชาวไทย กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างบรรยากาศเศรษฐกิจในปี 1991 กับปี 2026 ว่า การประชุมเมื่อ 35 ปีก่อนเกิดขึ้นท่ามกลางความคึกคักของเศรษฐกิจโลก
ทั้งจากการเปิดตลาดของอินเดีย การสิ้นสุดสงครามเย็น และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ขณะที่โลกในปี 2026 กำลังเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยได้ร่วมกันสร้างรากฐานสำคัญ 4 ด้าน ซึ่งเป็นทุนทางเศรษฐกิจสำหรับการพัฒนาประเทศ ได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้า การเปิดเสรีทางการเงิน การพัฒนาและแปรรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
4 เสาหลักเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย
1. เปิดเสรีการค้า สร้างฐานส่งออก
“ดร.ณรงค์ชัย” ย้อนถึงการเปิดเสรีทางการค้าของไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของธนาคารโลก ก่อนขยายความร่วมมือผ่านกรอบระดับภูมิภาคและพหุภาคี เช่น APEC และองค์การการค้าโลก (WTO)
การเปิดตลาดและเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับระบบการค้าโลกช่วยให้ภาคส่งออกกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโต โดยมูลค่าการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาอยู่ที่ระดับเป้าหมายประมาณ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน
พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเปิดประเทศและเชื่อมโยงกับตลาดโลกสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก แต่ความท้าทายในระยะต่อไปคือการรักษาความสามารถในการแข่งขันและยกระดับมูลค่าเพิ่มของการผลิตไทย ท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
2. เปิดเสรีการเงิน บทเรียนราคาแพงจากวิกฤตปี 2540
อีกหนึ่งเสาหลัก คือ การเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบตลาดเงินและตลาดทุนของไทยให้มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลมากขึ้น
ทั้ง การดำเนินการตามกรอบความร่วมมือของ IMF การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และการจัดตั้งวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ หรือ Bangkok International Banking Facility (BIBF) ในปี 1992
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการเงินก็มาพร้อมกับบทเรียนสำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 โดยเฉพาะการออกแบบระบบ BIBF และการบริหารความเสี่ยงจากเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
“ดร.ณรงค์ชัย” สะท้อนความผิดพลาดในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการปรับรูปแบบธุรกรรมของ BIBF จาก Out-Out เป็น Out-In ตลอดจนการไม่ให้น้ำหนักกับข้อจำกัดที่เรียกว่า “Impossible Trinity”
หรือ 3 สิ่งที่ไม่สามารถดำเนินควบคู่กันได้อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ การตรึงอัตราแลกเปลี่ยน การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย และการดำเนินนโยบายการเงินอย่างเป็นอิสระ
บทเรียนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเปิดเสรีไม่ใช่เพียงการเปิดทางให้เงินทุนไหลเข้าออก แต่ต้องมาพร้อมระบบกำกับดูแล การประเมินความเสี่ยง และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สอดคล้องกัน
แม้ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ แต่พัฒนาการของตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับระบบสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
3. ดึงเอกชนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เสาหลักที่สามคือการเปิดบทบาทให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ทั้งระบบโทรคมนาคมดิจิทัล การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองที่เริ่มผลักดันตั้งแต่ปี 1992 และการนำรัฐวิสาหกิจบางแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งพลังงาน สื่อสาร คมนาคม และก่อสร้าง ทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น
โจทย์ในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ต้องใช้สินทรัพย์และระบบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเปิดทางให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
4. หลักประกันสุขภาพ สร้างทุนมนุษย์ระยะยาว
อีกหนึ่งรากฐานสำคัญคือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เริ่มดำเนินการในช่วงปี 2001-2002 ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพระบบสุขภาพไทย
การลงทุนด้านสุขภาพยังมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาทุนมนุษย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การรักษาคุณภาพและความยั่งยืนของระบบจำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพการให้บริการและความสามารถในการรองรับความต้องการด้านสุขภาพในอนาคตควบคู่กัน
“ดิจิทัล-พลังงาน” ทางรอดยุคใหม่
เมื่อมองไปข้างหน้า “ดร.ณรงค์ชัย” เสนอให้ประเทศไทยก้าวข้ามการมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเฉพาะด้าน และหันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ โดยเฉพาะการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Transformation) และการปฏิวัติด้านพลังงาน (Energy Transformation) ซึ่งต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
ในมิติ “การปฏิวัติดิจิทัล” ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โดยควรมองภาพใหญ่ของระบบนิเวศดิจิทัล ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเชื่อมต่อข้อมูล เทคโนโลยีทางการเงิน ไปจนถึงนวัตกรรมที่ต่อยอดจากพัฒนาการของ Web3
ขณะที่ “การปฏิวัติด้านพลังงาน” มีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้พลังงานของระบบดิจิทัลและ AI ซึ่งต้องอาศัยพลังงานจำนวนมาก ทั้งการประมวลผลข้อมูล ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาทั้งการผลิต การบริหารจัดการ และการกระจายพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลโดยไม่สร้างข้อจำกัดด้านต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน
การผสาน “การปฏิวัติดิจิทัล และพลังงาน” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ซึ่งเป็นหัวใจของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ปลดล็อก 3 โครงสร้างเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากเทคโนโลยีและพลังงานแล้ว ข้อเสนอเชิงโครงสร้างยังครอบคลุมการปรับระบบธุรกิจ แรงงาน และการบริหารเมือง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1. Firm of the Future: เลิกยึดติดกับการอุ้มธุรกิจไร้ประสิทธิภาพ
ประเด็นแรกคือการปรับโครงสร้างภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาด้านผลิตภาพและไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ
ข้อมูลอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยที่อยู่ในระดับประมาณ 60% สะท้อนถึงโจทย์การใช้เครื่องจักรและทรัพยากรการผลิตที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่สามารถใช้ชี้ขาดประสิทธิภาพของธุรกิจทุกรายได้ แต่ก็เป็นสัญญาณให้ต้องเร่งทบทวนโครงสร้างการผลิต
แนวคิดสำคัญคือ ประเทศไทยไม่ควรให้ความช่วยเหลือธุรกิจทุกแห่งในรูปแบบเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพ แต่ควรสร้างระบบที่ช่วยให้ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสามารถเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่อยู่ในภาวะถดถอยเรื้อรังหรือที่เรียกว่า “Zombie SMEs” ซึ่งไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีกลไกปรับโครงสร้างหรือออกจากตลาดอย่างเป็นระเบียบ แทนการพยุงกิจการโดยไม่มีกำหนด เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่าเติบโตขึ้น
หัวใจของข้อเสนอนี้ไม่ใช่การทอดทิ้ง SMEs แต่เป็นการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบครอบคลุมทุกกิจการ ไปสู่การสนับสนุนที่สร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตได้จริง
2. Workforce of the Future: เปิดประเทศดึงผู้เชี่ยวชาญ
ด้านตลาดแรงงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเข้ามาทำงานของผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทักษะสูง และบริษัทต่างชาติ โดยมีแนวทางของสิงคโปร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ควรศึกษา
การเปิดรับบุคลากรจากต่างประเทศจะช่วยเติมเต็มทักษะที่ตลาดแรงงานไทยยังขาดแคลน และเปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การทำงานร่วมกับบุคลากรไทย
อย่างไรก็ตาม การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยสามารถยกระดับความสามารถและเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้มากขึ้น
3. City of the Future: กระจายอำนาจให้เมืองเติบโตด้วยตัวเอง
ข้อเสนอด้านที่สามคือการกระจายอำนาจบริหารให้จังหวัดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเมืองที่มีมหาวิทยาลัยและฐานบุคลากรความรู้ เช่น จังหวัดขอนแก่น สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาและบริหารจัดการตนเองได้มากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้เมืองมีอำนาจตัดสินใจและความคล่องตัวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ แทนการพึ่งพาการตัดสินใจจากส่วนกลางเป็นหลัก
การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนระบบบริหารราชการ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เมืองต่างๆ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจของตนเอง เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และแรงงานทักษะสูงเข้าด้วยกัน
บทเรียน 35ปีสู่การเติบโตคุณภาพ
ภาพรวมจากเวทีเสวนาสะท้อนว่า ประเทศไทยมีรากฐานสำคัญจากการเปิดเสรี การพัฒนาตลาดทุน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสุขภาพ แต่ความสำเร็จในอดีตไม่อาจรับประกันการเติบโตในอนาคต หากประเทศไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจากการขยายตัวด้วยการลงทุนและการใช้ทรัพยากร ไปสู่การเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ผ่านการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับพลังงาน การยกระดับธุรกิจและแรงงาน ตลอดจนการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่เมืองต่างๆ
บทเรียนจากปี 1991 ถึงปี 2026 จึงไม่ได้มีเพียงการทบทวนสิ่งที่ประเทศไทยทำสำเร็จ แต่ยังเป็นการตั้งคำถามว่า ประเทศจะปรับโครงสร้างครั้งต่อไปอย่างไร เพื่อให้การเติบโตในอนาคตมีความยืดหยุ่น ครอบคลุม และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในระยะยาว.







