
“วิทัย” ชูประสานนโยบายการเงิน-การคลัง นำเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤตโครงสร้าง
ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ระบบการเงินไทยแกร่งนับแต่วิกฤตปี 40 แต่ภาคเศรษฐกิจจริงโตชะลอตัว ชูประสานนโยบายการเงิน-การคลัง กุญแจสำคัญพาเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤตเชิงโครงสร้าง เร่งแก้หนี้-สินเชื่อ SME ดึง AI ยกระดับแรงงานไทย
KEY
POINTS
- นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ สะท้อนจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
- เสนอแนวทางแก้ไขโดยเน้นการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง โดยนโยบายการคลังควรมุ่งเป้าปฏิรูปโครงสร้างและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ขณะที่นโยบายการเงินดูแลเสถียรภาพ
- ย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความน่าเชื่อถือทางนโยบาย ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการรักษาพื้นที่ทางการคลังและนโยบายการเงิน (Policy Space) เพื่อรับมือวิกฤตในอนาคต
การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในวันที่ 13 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร มีการจัดเสวนา Thailand Special Seminar: Bangkok 1991 - 2026 Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth
สำหรับหัวข้อดังกล่าว นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), Kenji Okamura Deputy Managing Director, International Monetary Fund, ศ. กิตติคุณ ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธาน Institute for Strategic Policy Foundation
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ Thailand Special Seminar: Bangkok 1991 - 2026 Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth สะท้อนมุมมองว่า เหตุการณ์วิกฤตทางการเงินในปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ ธปท. และระบบการเงินไทยเกิดการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง
โดยมีการพัฒนากรอบนโยบายสำคัญ ทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น และการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เพื่อเป็นเกราะป้องกันปัจจัยภายนอก ส่งผลให้สถาบันการเงินและระบบการเงินไทยในปัจจุบันมีความเข้มแข็งกว่าเมื่อ 30 ปีก่อน อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นายวิทัย ยอมรับว่า ประเทศไทยยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรในส่วนของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในแต่ละช่วง
โดยก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% หลังวิกฤตปี 2540 อัตราการเติบโตลดลงเหลือเฉลี่ย 5.3% หลังวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) ลดลงเหลือ 3.5% หลังการระบาดใหญ่ อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.4% ขณะที่ปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียงราว 2.1-2.3%
ปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตดังกล่าวมาจากปัญหาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยืดเรื้อรัง ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ทุกภาคส่วน รวมถึง ธปท. กำลังมุ่งแก้ไข
ในด้านการดำเนินนโยบาย นายวิทัย ย้ำถึงความจำเป็นในการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เพื่อให้ทั้งสองนโยบายขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันและเสริมซึ่งกันและกัน
โดยนโยบายการคลังควรมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินยังคงต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพราคา พร้อมทั้งสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือทางนโยบาย การปรับลดการขาดดุลทางการคลัง การรักษาสภาพความเป็นอิสระของธนาคารกลาง รวมถึงการรักษาพื้นที่ทางการคลัง และ Monetary Policy Space เอาไว้ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถและศักยภาพเพียงพอในการรับมือหากเกิดวิกฤตหรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจขึ้นอีกในอนาคต
ทั้งนี้ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ออกนโยบายภาคการเงินหลายประการ เพื่อมุ่งบรรเทาปัญหาเชิงโครงสร้างใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs, การเงินเพื่อความยั่งยืน และการรับมือกับกระแสการเงินผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับบริการทางการเงิน
นายวิทัย ให้มุมมองต่อภาคธุรกิจ SMEs โดยเห็นว่า ไม่สามารถเข้าอุ้มผู้ประกอบการ SMEs ได้ทุกราย เนื่องจากปัญหาของ SMEs เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคเศรษฐกิจจริงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัดฉีดสินเชื่อจากระบบธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน (Transform) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ
พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่น่าสนใจว่า กลุ่ม SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก แต่ได้รับสินเชื่อในระบบเพียง 21% เท่านั้น ดังนั้น การสนับสนุนจึงต้องมุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่ม SMEs ที่ยังมีศักยภาพในการแข่งขันและมีผลิตภาพสูง เช่น ธุรกิจแปรรูปอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และบริการด้านเวลเนส
นอกจากนี้ ยังได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สินเชื่อ SME ในปัจจุบัน ที่ยอดสินเชื่อคงค้างของ SMEs (SME loan outstanding) ปรับตัวลดลงติดต่อกันยาวนานถึง 16 ไตรมาสแล้ว และในไตรมาสล่าสุด ยอดสินเชื่อลดลง 4.4% ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้น 6% ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข
ขณะเดียวกัน มองว่า AI ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ทั้งในมิติของการส่งออกและการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ขณะที่ในมิติของตลาดแรงงาน AI จะเป็นทางออกที่สำคัญสำหรับประเทศที่กำลังเผชิญกับโครงสร้างประชากรสูงวัย เช่น ประเทศไทย เนื่องจาก AI จะช่วยเพิ่มยกระดับกำลังแรงงานและเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศขึ้นได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเร่งปรับทักษะ (Reskill) และยกระดับทักษะ (Upskill) ให้แรงงานไทยมีความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ







