
เอกนิติ ปลื้ม IMF ชมไทยจัดงานดีที่สุด คนร่วมแตะ 2 หมื่น เร่งลงทุนดันศก.โต 3% พลัส
รมว.คลัง ชี้เวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นไทย นำเสนอ AI สร้างงาน เชื่อม SMEs สู่ห่วงโซ่โลก มั่นใจเศรษฐกิจโตเกิน 2.1% ตั้งเป้ารัฐ-เอกชนโตไม่ต่ำกว่า 3% เร่งให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด
KEY
POINTS
- IMF และธนาคารโลกชื่นชมไทยว่าเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี 2569 ได้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 20,000 คน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
- นายเอกนิติชี้ว่าการลงทุนจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยต้องเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อแรงงานและธุรกิจ SMEs ของไทย
- ภาครัฐและเอกชนตั้งเป้าหมายร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 3% พลัส แม้ IMF จะประเมินไว้ที่ 2.1%
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง การจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ว่า ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริหารธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้นำด้านเศรษฐกิจและการคลังจากนานาประเทศ โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมจากต่างประเทศเกือบ 20,000 คน สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดประชุมลักษณะนี้
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนความสามารถของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ ทั้งด้านการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากลและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรการเงินระหว่างประเทศ พร้อมขอบคุณคนไทยและชุมชนท้องถิ่นที่ร่วมถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทยผ่านผ้าและผลิตภัณฑ์ไทยภายในสถานที่จัดงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมต่างชาติ
“ผู้บริหาร IMF และธนาคารโลกกล่าวชื่นชมรัฐบาลไทยและคนไทยที่เป็นเจ้าภาพจัดงานได้ดีมาก โดยผู้เข้าร่วมเกือบ 20,000 คน สูงสุดตั้งแต่เคยจัดมา และต่างชื่นชมว่าการจัดประชุมครั้งนี้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ไทยใช้เวทีนี้นำเสนอแนวทางรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการนำ AI มาช่วยเพิ่มโอกาสการทำงานและยกระดับคุณภาพชีวิต ภายใต้แนวคิด Small AI, Big Jobs พร้อมยกตัวอย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัสและ AI นกกระซิบ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศที่ต้องการนำแนวคิดไปศึกษาและประยุกต์ใช้
นอกจากนี้ ไทยยังเสนอแนวทางการเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในช่วงที่โลกเผชิญความขัดแย้งและความแตกแยก โดยเน้นสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับการนำบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทย นายเอกนิติมองว่า การลงทุนจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโต โดยต้องทำให้เงินลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ถึงแรงงานและธุรกิจไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ เพิ่มรายได้ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติ เพื่อให้ธุรกิจไทยมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการลงทุน
สำหรับ อุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาส ได้แก่ AI เกษตรสมัยใหม่ อาหาร และบริการทางการแพทย์ โดยต้องใช้การลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มรายได้ และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า แม้ IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2.1% แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตได้สูงกว่านั้น หากเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน โดยภาครัฐและเอกชนตั้งเป้าหมายร่วมกันให้เศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 3% พลัส ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด
สำหรับวันที่ 14 ต.ค. 2569 ไทยเตรียมนำเสนอ Bangkok Blueprint โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะถ่ายทอดบทเรียนการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และบัญชีม้า ซึ่งช่วยลดปัญหาลงได้อย่างมาก พร้อมขยายความร่วมมือจากหน่วยงานในประเทศสู่ระดับนานาชาติ
ไทยจะใช้แนวทาง Connect the Dots เชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และตำรวจ เพื่อปิดช่องโหว่การหลอกลวงทางการเงิน เนื่องจากปัญหาสแกมเมอร์เกิดขึ้นทั่วโลก ระบบการเงินจึงต้องเชื่อมโยงกันเพื่อให้ประชาชนใช้บริการดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ ไทยจะนำเสนอการใช้ระบบ PromptPay การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และมาตรฐานกำกับดูแลระดับสากล รวมถึงกติกา Travel Rule ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้เกณฑ์ต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับในการทำธุรกรรม เพื่อช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินและป้องกันการใช้ช่องทางดิจิทัลในการกระทำผิด







