
พชรชู 4 โอกาสเวที IMF-World Bank แนะไทยสร้างจุดยืนดึงทุนโลก
พชรแนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ต่อยอด 4 ด้าน ทั้งวินัยการคลัง ทิศทางเงินทุน เครือข่ายรัฐ และต้านโกง ย้ำความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน
KEY
POINTS
- ใช้เวทีหารือเศรษฐกิจและวินัยการคลัง พร้อมติดตามทิศทางเงินลงทุนโลกในอีก 3–5 ปี
- สร้างเครือข่ายระหว่างรัฐบาล และผลักดันประเด็นที่ไทยต้องการให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญ
- ดึงดูดนักลงทุนด้วยนโยบายชัดเจน กฎโปร่งใส และผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยง
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2026 สร้างประโยชน์แก่ไทยอย่างน้อย 4 ด้าน พร้อมวางจุดยืนประเทศให้ชัดเจน เพื่อเปลี่ยนเวทีประชุมเป็นโอกาสดึงเงินลงทุนระยะยาว
การประชุมจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยนายพชรเห็นว่าไทยควรใช้ช่วงเวลานี้หารือกับผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก และต่อยอดให้เกิดผลทางเศรษฐกิจหลังจบงาน
นายพชรสนับสนุนบทบาท “Trusted Connector” หรือประเทศผู้เชื่อมโยงที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ โดยมองว่าเหมาะกับไทยในฐานะประเทศอำนาจขนาดกลาง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และอาเซียน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือผ่านผลงาน โดยตอบคำถามที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ทั้งปัญหาต่างชาติใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี ความโปร่งใสของเครือข่ายผู้ผลิตและผู้จัดหาสินค้า ตลอดจนกฎกำกับปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล
4 โอกาสที่ไทยควรต่อยอด
ด้านแรก ใช้เวทีอธิบายทิศทางเศรษฐกิจและวินัยการคลังกับ IMF โดยตรง นายพชรยกข้อมูลแผนกู้เงินปีงบประมาณ 2569 ที่ 1.26 ล้านล้านบาท และคาดการณ์หนี้สาธารณะใกล้ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปีงบประมาณ 2570 เพื่อชี้ว่ารัฐบาลต้องอธิบายให้ได้ว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับดูแลภาระหนี้อย่างไร
ด้านที่สอง ติดตามทิศทางเงินทุนโลกในอีก 3–5 ปี ผ่านประเด็นลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ปัญญาประดิษฐ์ เครือข่ายผลิตสินค้า เสถียรภาพระบบการเงิน และระบบการคลังดิจิทัล เพื่อประเมินว่าอุตสาหกรรมใดจะเติบโต และประเทศใดกำลังแข่งขันดึงเงินลงทุนกับไทย
ด้านที่สาม สร้างเครือข่ายระหว่างรัฐบาลผ่านวงหารือรายประเทศที่จัดคู่ขนานกับการประชุมหลัก ใช้โอกาสนี้เจรจาเรื่องการค้า ลงทุน และแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือของแต่ละประเทศ
ด้านที่สี่ ผลักดันประเด็นที่ไทยต้องการให้โลกให้ความสำคัญ นายพชรยกตัวอย่างเวทีสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจที่รับมือวิกฤตและกระจายโอกาส รวมถึง Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือรับมืออาชญากรรมทางการเงิน
กฎชัดเจนช่วยลดต้นทุนธุรกิจ
นายพชรย้ำว่า นักลงทุนพิจารณาว่าผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ ไทยจึงต้องทำให้นโยบายต่อเนื่อง กระบวนการกำกับโปร่งใส และกระบวนการทางกฎหมายเมื่อเกิดข้อพิพาทรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจคำนวณต้นทุนและวางแผนลงทุนได้ชัดเจนขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการและคนทำงาน ประเด็นที่ต้องติดตามคือรัฐบาลจะต่อยอดวงหารือไปสู่โครงการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจอย่างไร รวมถึงจะแก้กฎที่สร้างต้นทุนหรือความล่าช้าได้เพียงใด เพราะผลจากเวทีนี้ต้องวัดต่อเนื่องหลังการประชุมสิ้นสุด
“งานที่แท้จริงของการเป็น Trusted Connector จึงไม่ได้อยู่ที่ 7 วันของการประชุม แต่อยู่ที่การทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยมีความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงในระยะยาว” นายพชรกล่าว







