
เมื่อระบบป้องกันเข้มงวดของ OpenAI และ Anthropic ทำคนหันไปหา AI จีน
มาตรการความปลอดภัยของ AI เริ่มถูกมองเป็นอุปสรรค เมื่อนักพัฒนาถูกปฏิเสธงานถูกกฎหมาย จนบางส่วนหันพึ่งโมเดลโอเพนซอร์สจากจีนแทน
KEY
POINTS
- มาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดเกินไปของ AI จาก OpenAI และ Anthropic ได้กลายเป็นอุปสรรคและขัดขวางการทำงานของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในสายงานเฉพาะทางอย่างความปลอดภัยไซเบอร์และวิศวกรรมหุ่นยนต์
- นักพัฒนาและบริษัทต่างๆ พบว่า AI มักปฏิเสธคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้การทำงานล่าช้าหรือหยุดชะงัก แม้จะเป็นขั้นตอนการทำงานปกติก็ตาม
- จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากเริ่มหันไปพึ่งพาโมเดล AI โอเพนซอร์สจากจีน เช่น GLM, Kimi และ Qwen ซึ่งมีข้อจำกัดน้อยกว่าและสามารถปรับแต่งให้เข้ากับงานได้ดีกว่า
ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นการนำ AI ไปใช้ในการโจมตีไซเบอร์ ทำให้บริษัท AI เจ้าดังพยายามกำหนดกรอบการป้องกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ Anthropic ผู้เปิดศักราชการโดนสั่งแบนกับ Claude Mythos หรือ OpenAI ที่จำต้องควบคุมอย่างเข้มงวดกับ GPT-6 Astra จนเป็นระบบ Safeguard เพื่อรักษาความปลอดภัยเบื้องต้น
อย่างไรก็ตามนักวิจัยจำนวนมากก็แสดงความเห็นว่า มาตรการนี้กลายเป็นสิ่งกีดขวางการทำงานแทน
เมื่อความปลอดภัยกลายเป็นเครื่องกีดขวาง
ข้อมูลนี้อ้างอิงจากผลสำรวจ Developer Ecosystem Survey 2026 ของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลกอย่าง JetBrains ที่เก็บข้อมูลจากนักพัฒนากว่า 15,000 รายพบว่า ระบบความปลอดภัยของบริษัท AI เจ้าดัง กลายเป็นสิ่งขัดขวางการทำงานในสายของพวกเขาแทน
ปัจจุบันสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์มีการใช้ AI อย่างแพร่หลาย ข้อมูลจากจำนวนผู้ร่วมทดสอบนับหมื่นพบว่า มีการใช้ AI Agent ช่วยในการเขียนโค้ดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งกว่า 90% และแม้จะเจาะจงการใช้งาน AI เขียนโค้ดทุกวัน ก็ยังมีผู้ใช้งานจำนวนกว่า 68% แสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมในการใช้ทำงาน
อย่างไรก็ตามปัญหาที่พวกเขาต้องประสบในขั้นตอนใช้งานจริงคือ AI ปฏิเสธคำสั่งหรือมีระบบความปลอดภัยเข้ามาแทรกแซงการทำงาน ทำให้การทำงานติดขัดเพราะต้องคอยมาชี้แจงอธิบายหรือหาทางหลบเลี่ยงความปลอดภัยจนทำให้ทุกอย่างล่าช้า หรือในกรณีร้ายแรงก็อาจไม่ยอมทำตามคำสั่งเลย แม้พวกเขาจะทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม
ในกลุ่มนี้ Anthropic เป็นบริษัทที่เกิดผลกระทบที่สุด โดยเฉพาะการใช้งานโมเดลระดับสูงอย่าง Fable ที่มีปัญหาการแจ้งเตือนผิดพลาด จนเกิดคำสั่งระงับการทำงานกลางคัน ทั้งที่คำสั่งที่ผู้ใช้งานป้อนเข้าสู่ระบบเป็นคำสั่งทั่วไป หรือคำสั่งที่เกี่ยวพันกับงานที่ทำอยู่ จนบางรายถึงขั้นไม่สามารถปฏิบัติงานต่อได้
อีกบริษัทที่ได้รับการพูดถึงไม่แพ้กันคือ OpenAI กับโมเดล GPT-6 Astra ที่มีการติดตั้งกลไกป้องกันอย่างเข้มงวด เพื่อคัดกรองเนื้อหาไม่ให้ AI สร้างผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย แต่นั่นทำให้งานและคำสั่งจากผู้ใช้งานทั่วไปที่ทำงานอย่างถูกต้องถูกระงับหรือปิดกั้น จนไม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นเช่นกัน
ตัวอย่างของสายงานที่ได้รับผลกระทบจากกลไกความปลอดภัย
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดคือ งานความปลอดภัยไซเบอร์ ผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบระบุว่า โมเดลรุ่นใหม่ทั้ง Claude Fable และ GPT-6 Astra เกลียดคำว่า ไซเบอร์ มากๆ แค่สั่งให้ตรวจสอบช่องโหว่โค้ดที่เป็นขั้นตอนทำงานปกติของงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งสองโมเดลก็ปฏิเสธเรื่องนี้แบบไร้เยื่อใย
ความเห็นนี้สอดคล้องกับกรณีการถูกโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่ของ Hugging Face ที่พวกเขาถูก AI Agent ปริศนา(ทราบภายหลังว่าเป็นของ OpenAI)เจาะระบบ จนพวกเขามองหา AI เข้ามาช่วยสนับสนุนการป้องกัน แต่กลับถูก Claude ของ Anthropic และ GPT ของ OpenAI ปฏิเสธการทำงานโดยสิ้นเชิง
ไม่เพียงแค่ความปลอดภัยไซเบอร์เท่านั้น งานในกลุ่มวิศวกรหุ่นยนต์เองก็ประสบปัญหาเช่นกัน เมื่อป้อนคำสั่งให้ AI สร้างหน้าจอควบคุมแขนกล หรือเชื่อมต่อการควบคุมหุ่นยนต์สู่อีกอุปกรณ์ ระบบจะทำการปฏิเสธในทันที ทั้งที่ในขั้นตอนการจำลองกลับสามารถทำงานเดียวกันได้อย่างราบรื่น
อีกส่วนที่เกิดปัญหาคือ งานด้านการบินและอวกาศ เมื่อมีการป้อนคำสั่งให้ AI ควบคุมยานอวกาศจำลอง ระบบจะมองว่าเป็นโครงการลับทางการทหารและปฏิเสธการทำงานตลอด โดยเฉพาะ Claude ที่ค่อนข้างมีเกณฑ์การควบคุมและสั่งบล็อกมากกว่าค่ายอื่น จากมาตรการป้องกันนำไปพัฒนาอาวุธสงคราม
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการความปลอดภัยที่มากเกินไปก็สร้างปัญหาในการใช้งาน ทั้งในกลุ่มงานที่ป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ หรือแม้แต่งานที่มีความเป็นไปได้เองก็ได้รับผลกระทบ จนการป้องกันดังกล่าวกลายเป็นสิ่งกีดขวางให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงวิทยาการระดับสูงแทน
นำไปสู่ความเบื่อหน่ายในการใช้ AI ของสหรัฐฯและเริ่มมองหาตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแทน
หนีจากบริษัท AI สหรัฐฯหันมาซบโมเดลจีน
บริษัทที่แสดงให้เห็นแนวคิดนี้ชัดเจนเป็นที่แรกคือ Hugging Face ในเหตุการณ์ที่ถูก AI Agent บุกถล่ม ภายหลัง Claude และ GPT ไม่ยอมเข้ามาจัดการ ที่สุดพวกเขาจึงเปลี่ยนไปใช้โมเดลโอเพนซอร์สอย่าง GLM 5.2 จากจีน เพื่อแก้ปัญหา Safeguard โดยการรันบนเครื่องภายใน จนสามารถสกัดกั้นการโจมตีสำเร็จในไม่กี่ชั่วโมง
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่เจ้าเดียวที่มีแนวคิดแบบนี้ หลายบริษัทก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายหลังจากโมเดลปิดของบริษัทยักษ์ใหญ่ปฏิเสธการทำงานในหลายครั้ง พวกเขาจึงหันมาใช้งาน Kimi ของ Moonshot AI เพื่อจัดการงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์แทน เช่นเดียวกับบริษัทนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่มอง Qwen เป็นตัวเลือกทดแทนเช่นกัน
จุดสำคัญที่ทำให้พวกเขาเลือกโมเดลโอเพนซอร์สจากจีนมาจากความจำเป็น เพื่อให้สามารถตอบสนองการทำงานในสาขานั้นๆ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยกว่า โดยอาศัยการดาวน์โหลดลงบนอุปกรณ์แล้วให้ประมวลผลข้อมูลภายในอีกที ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยและปิดกั้นการรั่วไหลของข้อมูลโดยสมบูรณ์
การเปลี่ยนมาใช้โมเดลจากจีนยังมีข้อดีในด้าน การประหยัดต้นทุน เพราะงานบางสาขาไม่ได้ต้องการโมเดลประสิทธิภาพสูงเสมอไป เพียงโมเดลขนาดกลางหรือเล็กที่จัดการงานซ้ำซ้อนจำนวนมากได้ก็สามารถใช้งานได้ จึงเริ่มมีบางส่วนที่หันไปพึ่งพาโมเดลโอเพนซอร์ส
นอกจากนี้โมเดลโอเพนซอร์สหลายตัวยังได้รับการปรับแต่งจากคอมมูนิตี้หรือชุมชนนักพัฒนาซอฟค์แวร์ ให้สอดตล้องกับรูปแบบงานและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น ทำให้นี่เป็นอีกตัวเลือกสำคัญที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากให้ความสนใจ และกลายเป็นช่องทางทดแทนโมเดลเจ้าใหญ่ที่เต็มไปด้วยระเบียบข้อบังคับ
แน่นอนสำหรับผู้ใช้งานในสาขาอื่นหรือผู้ใช้งานทั่วไป การผันไปใช้งานโมเดลระดับรองหรือพึ่งพาโอเพนซอร์สมาให้ประมวลผลภายในเป็นเรื่องยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง การใช้งานโมเดล AI จากบริษัทใหญ่จึงเป็นตัวเลือกที่สะดวกและสมเหตุสมผลกว่า แต่โอเพนซอร์สก็ถือเป็นตัวเลือกน่าสนใจในการทดแทนเช่นกัน
ต้องรอดูกันต่อไปว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะแก้ไข หรือปล่อยให้โอเพนซอร์สจีนกินส่วนแบ่งตรงนี้ไปแทน
ที่มา
https://www.mindstudio.ai/blog/chinese-model-defends-against-openai-hack







