
เวิลด์แบงก์ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งพัฒนา "เมืองรอง" ดัน GDP สู่ประเทศรายได้สูง
เวิลด์แบงก์ (World Bank) เปิดรายงานล่าสุด ชี้ไทยต้องเร่งพัฒนา "เมืองรอง" หนุนกรุงเทพฯ เพื่อผลักดัน GDP โต 5.4% สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็น "ประเทศรายได้สูง" ได้ภายในปีพ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037) หากเร่งปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของ "เมืองรอง" ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจคู่ขนานไปกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ GDP เติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้า
รายงานฉบับล่าสุดที่มีชื่อว่า “Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy” เน้นย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการพัฒนาเมืองโดยด่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ และกระจายโอกาสการสร้างงานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
บทบาทของ "เมือง" ต่อการขับเคลื่อน GDP ไทย
ข้อมูลจากรายงานระบุชัดเจนว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยพึ่งพากิจกรรมในเขตเมืองเป็นหลัก โดยในช่วงปี 2553–2563 ที่ผ่านมา สัดส่วนการเติบโตของจีดีพี (GDP) ประเทศกว่าร้อยละ 89 ล้วนมาจากเขตเมืองทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม หากไทยต้องการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปีพ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037) ตามยุทธศาสตร์ชาติ เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโต (GDP ต่อหัว) เฉลี่ยที่ระดับ ร้อยละ 5.4 ต่อปี ในช่วงทศวรรษหน้า
ซึ่งการบริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายนี้ได้สำเร็จ
“การสร้างเมืองแห่งอนาคตของไทยไม่ใช่แค่เรื่องของผังเมือง แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการจ้างงาน... ดังนั้น การปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองให้เติบโตควบคู่และเกื้อหนุนกรุงเทพฯ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในก้าวต่อไป” — นายสตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา
เมืองหลวงแบกเศรษฐกิจทั้งประเทศ
ปัจจุบัน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก ลำพังเพียงเมืองหลวงแห่งเดียวก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ
และหากเทียบกับเชียงใหม่ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่อันดับสอง จะพบว่ากรุงเทพฯ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าถึงเกือบ 27 เท่า
จริงอยู่ที่ในอดีต การรวมศูนย์ความเจริญลักษณะนี้เคยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่ในปัจจุบัน รูปแบบดังกล่าวกลับกลายเป็นการสร้าง "ต้นทุนแฝง" ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายมิติ ได้แก่
- ปัญหาความแออัดและวิกฤตจราจร: ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 7-10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพฯ (GRP) ในแต่ละปี
- โครงสร้างพื้นฐานแบกรับภาระเกินขีดจำกัด: ดันให้ค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจในเมืองหลวงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ: ความหนาแน่นของเมืองทำให้กรุงเทพฯ ขาดความยืดหยุ่นและรับมือกับวิกฤตทางธรรมชาติได้ยากขึ้น
ท่ามกลางความแออัดที่เมืองหลวงต้องแบกรับ "เมืองรอง" ในภูมิภาคต่างๆ กลับยังขาดการพัฒนาและการสนับสนุนที่ตรงจุด ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่จะดึงศักยภาพที่แท้จริงของเมืองเหล่านี้มาใช้ เพื่อกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึงและยั่งยืน
3 ยุทธศาสตร์ปั้น "เมืองแห่งอนาคต" กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย
รายงานฉบับล่าสุดต่อยอดจากแนวคิด Building Thailand’s Future Today ที่เปิดตัวในงาน Bangkok Business Summit 2026 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ควรกระจุกการลงทุนไว้ที่กรุงเทพฯ หรือเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงแห่งเดียว
แต่ต้องเร่งสร้าง "เครือข่ายเมือง" ให้แข็งแกร่ง โดยผลักดันกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางระดับชาติ ควบคู่ไปกับการยกระดับเมืองรองให้เป็นฟันเฟืองสนับสนุนที่สำคัญ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. ตอกย้ำความแกร่งของกรุงเทพฯ: รักษาจุดยืนในการเป็นศูนย์กลางหลักระดับชาติ ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยศักยภาพและประสิทธิผลสูงสุด
2. ปูรากฐานเมืองให้เข้มแข็ง: กระจายการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุม เพื่อยกระดับและเชื่อมโยงเมืองต่างๆ ทั่วประเทศเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
3. ยกระดับเมืองรองเป้าหมาย: เตรียมความพร้อมให้เมืองรองสามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลักดันให้เกิดการเติบโตเฉพาะทางตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ
เห็นได้ว่าการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง จะพึ่งพาแค่กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียวไม่ได้อีกต่อไป ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดสรรพื้นที่ และกระจายแหล่งเงินทุน
เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองทั่วประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายเมืองที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างงานคุณภาพได้อย่างยั่งยืน







