
ตั้งโรงงานครึ่งปีหลังชะลอตัว
กรมโรงงาน เผย ครึ่งปีหลังแนวโน้มการตั้งโรงงานชะลอตัวผลจากการขาดแคลนแรงงาน การปรับขึ้นค่าจ้าง
กรมโรงงาน เผย ครึ่งปีหลังแนวโน้มการตั้งโรงงานชะลอตัวผลจากการขาดแคลนแรงงาน การปรับขึ้นค่าจ้าง
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานฝีมือ รวมทั้งการปรับขึ้นค่าจ้าง ทำให้ผู้ประกอบการเน้นการลงทุนตั้งหรือขยายกิจการในลักษณะการให้เครื่องจักรอุปกรณ์มาทดแทนแรงงาน อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนจึงสูงกว่าการเพิ่มของจำนวนโรงงาน และจำนวนการจ้างงาน ซึ่งนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานและการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ทำงานใหม่ จะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานในครึ่งปีหลังแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงานสูง เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และเครื่องประดับอัญมณี
ขณะที่การเลิกกิจการกลุ่มที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้จากการปรับขึ้นค่าแรง คาดว่าจะเห็นผลชัดในช่วงปีหน้า ซึ่งจะมีการขอยกเลิกประกอบการกิจการโรงงานมากกว่าในปีนี้ หากการขึ้นค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขั้นตอน
"ในครึ่งปีหลังอัตราการเกิดโรงงานจะน้อยลงกว่าครึ่งปีแรก เพราะนักลงทุนวิตกเรื่องการขึ้นค่าจ้าง ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีไม่เต็มที่เหมือนช่วงที่ผ่านมา"นายอาทิตย์ กล่าว
สำหรับยอดการตั้งโรงงานในช่วง 6 เดือน (ม.ค.ก.ค.2554) มีโรงงานตั้งใหม่จำนวน 1,896 โรง เพิ่มขึ้น 9.4% จากปีก่อนี่มีการขอตั้งโรงงาน 1,733 โรง คิดเป็นเงินลงทุน 1.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.2% เกิดการจ้างงาน 4.76 หมื่นคน เพิ่มขึ้น 23.5% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการประกอบการกิจการใหม่มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ จำนวน 192 โรง กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 188 โรง กลุ่มแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 157 โรง กลุ่มอาหาร 153 โรง และกลุ่มเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งในอาคารจากไม้ แก้ว หรือโลหะ 124 โรง
ส่วนการขอขยายกิจการของโรงงานเดิม มีการขยายกิจการจำนวน 245 โรง ลดลง 21.5% คิดเป็นมูลค่า 5.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% เกิดการจ้างงงาน 3.31 หมื่นคน ลดลง 13.8% โดยกลุ่มที่ขยายกิจการมาก ได้แก่ อาหาร พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยานพาหนะและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหะและอุปกรณ์
ขณะที่แนวโน้มการเลิกกิจการในรอบ 6 เดือน พบว่ามีจำนวน 610 โรง ลดลง 55.5% จากปีก่อนที่มี 1,372 โรง ทำให้ต้องมีการเลิกจ้างงาน 1.46 หมื่นคน ลดลง 51.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีการเลิกจ้าง 3.01 หมื่นคน โดยอุตสาหกรรมที่มีการเลิกประกอบกิจการมากที่สุด ได้แก่ ยานพาหระและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะ กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ กลุ่มแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ กลุ่มผลิตภัณฑ์อโลหะ และกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืช







