
ขึ้นค่าจ่างทุบอสังหาฯราคาบ้านขยับ-รับเหมาส่อทิ้งงาน
นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท และปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ วุฒิปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท
นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท และปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ วุฒิปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท
โดย...โชคชัย สีนิลแท้สุกัญญา สินถิรศักดิ์
นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท และปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ วุฒิปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท สร้างแรงสะเทือนให้กับภาคธุรกิจค่อนข้างมากถึงมากที่สุด เพราะไม่เพียงจะเป็นการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หรือแค่ปรับฐานระดับปริญญาตรีให้กับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเพียงเท่านั้น
นโยบายดังกล่าวมีแรงส่งไปยังทุกองคาพยพที่ยึดโยงอยู่กับภาคแรงงาน เพราะเมื่อแรงงานขั้นต่ำขึ้น แรงงานฝีมือก็ต้องขึ้นด้วย เมื่อค่าจ้างในภาครัฐปรับตัว ภาคเอกชนก็ต้องปรับตาม จึงกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมระเบิดทันทีที่รัฐเดินหน้านโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรม
ต้นทุนค่าจ้างขยับเฉลี่ย 3%
กฤษดา จันทร์จำรัสแสง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ความเห็นว่า หากมีการขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะส่งผลกระทบต่อแรงงานเก่าที่ทำงานอยู่แล้ว 5 ปี ทั้งระบบขอปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานเป็น 400 หรือ 450 บาท จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาต้นทุนในการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างงานภาครัฐบาล เนื่องจากราคากลางที่กำหนดไว้ไม่สะท้อนต้นทุนการก่อสร้างที่เป็นจริงอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างทำงานได้ลำบากขึ้น เนื่องจากมีการเซ็นสัญญาก่อสร้างล่วงหน้าไว้แล้ว ขณะที่งานก่อสร้างของภาคเอกชน สัญญาการก่อสร้างอาจจะปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า
“หากจะเปรียบเทียบค่างานก่อสร้างเป็นราคา 100 บาท ค่าแรงงานก่อสร้างอยู่ที่ 15% อีก 85% เป็นค่าวัสดุก่อสร้างและค่าบริหารจัดการ การปรับค่าแรงงานขึ้นเป็น 300 บาท จะทำให้ต้นทุนค่าแรงงานปรับขึ้นเฉลี่ย 3% เป็น 18% ยิ่งจะทำให้ต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น” กฤษดา กล่าว
ต้นทุนพุ่งรับเหมาส่อทิ้งงาน
ทั้งนี้ ต้องรอดูความชัดเจนจากรัฐบาลอีกอย่างน้อย 12 เดือน ว่าจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรกับแรงงานรับเหมาก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญญาการก่อสร้างที่ทำไปแล้ว ภาครัฐจะดูแลให้อย่างไร เพราะมีภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะนี้ทางสมาคมอยู่ระหว่างการหารือเพื่อเตรียมเสนอให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาอาชีพรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ
วัชรพัธ วัชราภัย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาท รัฐบาลจะต้องกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนว่าจะปรับขึ้นเมื่อใด เช่น อาจจะปรับขึ้นภายใน 12 ปี เพราะหากปรับขึ้นเลยทันทีจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะงานรับเหมาก่อสร้างที่มีการเซ็นสัญญาก่อสร้างไปแล้วจะกระทบกับต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากไม่ได้มีการคำนวณเผื่อต้นทุนใหม่ไว้ล่วงหน้า อาจจะเกิดปัญหาการทิ้งงานก่อสร้างก็เป็นได้ โดยเฉพาะงานก่อสร้างของภาคเอกชน
ต้นทุนสร้างบ้านใหม่เพิ่ม 12%
ขณะที่ในภาคอสังหาริมทรัพย์คงยากที่ผู้ประกอบการรายใดที่มีต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นแล้วจะไม่ปรับราคาสินค้าขึ้น แม้ในเบื้องต้นว่าที่รัฐบาลใหม่จะเสนอแนวคิดลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และลดเหลือ 20% ในปี 2556 เพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระที่จะเกิดขึ้่นจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็ตาม แต่กระแสไม่เห็นด้วยและต้องการให้ทบทวนนโยบายอย่างรอบคอบยังดังขึ้นต่อเนื่อง
วิบูลย์ จันทรดิลกรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า องค์ประกอบของราคาบ้านมีสัดส่วนของค่าจ้างสูงถึง 27% ส่วนค่าก่อสร้าง 73% ซึ่งหากค่าจ้างปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน จากปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 215 บาท เท่ากับผู้รับเหมามีต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 39% จะทำให้ราคาบ้านมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 12%
นโยบายดังกล่าวจะกระทบต่อตลาดรับสร้างบ้านอย่างหนัก โดยเฉพาะผู้ที่รับงานไว้จำนวนมาก โดยไม่ได้คำนวณความเสี่ยงเรื่องค่าจ้างจะเพิ่มขึ้น ในเวลานี้หลายค่ายจึงชะลอการรับงานชั่วคราว จนกว่าจะได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายนี้ จึงพร้อมที่จะปรับต้นทุนของธุรกิจใหม่
ลดภาษีโปะค่าจ้างเพิ่มไม่คุ้ม
ด้าน ธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า โครงสร้างต้นทุนก่อสร้างในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนค่าจ้างบวกค่าก่อสร้าง และค่าวัสดุก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 1520% หากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาท คงต้องกระทบราคาบ้านแน่นอน เพราะถ้าปรับค่าจ้างทั่วไปขึ้น แรงงานฝีมือก็ต้องขยับขึ้นอีก
นอกจากนี้ ในส่วนของค่าวัสดุก่อสร้างก็ต้องได้รับผลกระทบจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ทำให้วัสดุก่อสร้างก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดแม้รัฐจะลดภาษีนิติบุคคลให้ก็อาจได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากก่อนที่จะถูกหักภาษีนั้นคงต้องมีกำไรก่อน หากบริษัทไม่มีกำไรก็ไม่ได้ถูกหักภาษีก็จะไม่ได้รับผลจากนโยบายของรัฐ
ขณะที่ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า นโยบายขึ้นค่าจ้างสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ การปรับฐานเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท ซึ่งฐานเงินเดือนพนักงานของแสนสิริส่วนใหญ่เป็น 1.5 หมื่นบาทอยู่แล้ว จึงถือว่าได้ผลบวกจากการปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ทำให้มีส่วนของกำไรที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำมาบริหารจัดการองค์กรในส่วนอื่นๆ ได้อีก
ขณะที่ส่วนของค่าจ้างแรงงานก่อสร้างบ้านที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้น 300 บาท เบื้องต้นยอมรับว่าคงต้องกระทบต่อราคาสินค้า ซึ่งต้องดูภาพรวมว่าเมื่อเทียบกับการได้ลดภาษีนิติบุคคลแล้ว จำเป็นต้องปรับราคาบ้านขึ้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่จะตอบได้เมื่อได้รับความชัดเจนจากนโยบายของรัฐ
แม้ว่าจะเป็นนโยบายที่จะยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้ใช้แรงงาน แต่ถ้าทำอย่างไม่ระมัดระวังก็จะส่งผลกระทบในวงกว้าง เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการก็จะโยนภาระให้กับผู้บริโภคอย่างแน่นอน







