
โจทย์ใหญ่ของเพื่อไทย
โจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยหลังจากชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
โจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยหลังจากชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
โดย...จิตรา อมรธรรม
คือ การทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียง โครงการลงทุนที่คุณยิ่งลักษณ์ปราศรัยใหญ่ก่อนวันเลือกตั้งที่ต้องใช้วงเงินลงทุน 2,458,200 ล้านบาท ทยอยลงทุนในช่วง 5 ปี เราพบว่าเงินลงทุนที่จะต้องใช้จ่ายเฉพาะในปีแรกมีจำนวนสูงถึง 1,096,800 ล้านบาท เพราะหลายโครงการเป็นโครงการระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เมื่อนำไปเทียบเคียง กับโครงการต่างๆ ที่อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ที่ผ่านสภาไปแล้วเมื่อต้นปี แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก เราพบว่าโครงการที่มีกรอบวงเงินอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 อยู่แล้ว มีจำนวนเพียง 216,200 ล้านบาท ขณะที่บางโครงการพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะให้ธนาคารเฉพาะกิจสนับสนุน ซึ่งมีจำนวนรวม 5.97 แสนล้านบาท เมื่อรวมวงเงินทั้งสองก้อนนี้ (8.132 แสนล้านบาท) จะพบว่ารัฐบาลยังขาดเงินอยู่ (มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น) 2.836 แสนล้านบาท ในขณะที่โครงการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% จะทำให้รัฐบาลสูญรายได้ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี
รัฐบาลชุดที่แล้วได้วางกรอบงบประมาณประจำปี 2555 ไว้ โดยตั้งเป้าว่าจะจัดเก็บรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำและงบลงทุนมีจำนวนรวม 2.25 ล้านล้านบาท จึงเป็นการขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท หรือขาดดุล 3% ของ GDP ขาดดุลลดลง 16.7% จากปี 2554 ที่ขาดดุลงบประมาณ 4.2 แสนล้านบาท (3.9% ของ GDP) โดยที่รัฐบาลชุดก่อนตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณปีละไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณสมดุลภายใน 5 ปี หรือภายในปี 2558
หากรายได้ของรัฐบาลในปี 2555 ลดลง 1.5 แสนล้านบาท (จากการลดภาษีนิติบุคคล) เป็น 1.75 ล้านล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น 2.836 แสนล้านบาท เป็น 2,533,600 ล้านบาท เป็นการขาดดุลการคลัง 7.836 แสนล้านบาท หรือขาดดุลสูงถึง 6.7% ของ GDP ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 86% และสูงสุดเป็นประวัติการณ์
การเกลี่ยงบประมาณทำได้ยากมากถึงมากที่สุด เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่ 77-80% ของงบประมาณประจำปี เป็นรายจ่ายประจำซึ่งไม่สามารถลดได้ เช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ ค่าเช่าอาคาร/ที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค อีก 23% เป็นค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น งบการลงทุนจึงเหลือเพียง 1416% ของงบประมาณแต่ละปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รายจ่ายลงทุนของประเทศอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 3.2–3.5 แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น สิ่งที่จะทำได้คือขยายเพดานการกู้เงินชั่วคราว หรือตัดหรือเลื่อนบางโครงการออกไป
เมื่อขาดดุลงบประมาณ (รัฐบาลมีรายได้ไม่พอรายจ่าย) แล้วจะเอาเงินมาจากไหน แน่นอนย่อมมาจากการกู้เงิน หรือการก่อหนี้สาธารณะ ยอดหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2554 คิดเป็น 41.94% ของ GDP รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2554 หนี้สาธารณะต่อ GDP จะเป็น 43.7% และภาระหนี้ต่องบประมาณจะเท่ากับ 10.5% ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ไม่เกิน 60% และภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกิน 15% แต่หากงบประมาณขาดดุลเพิ่มเป็น 7.836 แสนล้านบาท และตั้งสมมติฐานให้รัฐบาลกู้เต็มวงเงินกู้ หนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็น 49.58% ต่อ GDP ในปี 2555 ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการอื่นๆ เช่น การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ การปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม กทม.และปริมณฑล การสร้างเมืองใหม่ด้วยการถมทะเล
นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ เป็นการปรับขึ้นถึง 36-89% จากค่าจ้างในปัจจุบันที่รัฐบาลที่แล้วเพิ่งปรับขึ้นมาเมื่อต้นปีนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างจะผลักดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุน (ค่าจ้าง) ที่เพิ่มขึ้น และอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้น (ประกันรายได้เกษตรกร) จะทำให้ผู้ประกอบการผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการปรับขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่จำเป็น เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจตามมาด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่มากกว่าคาดการณ์ ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 12-14% ของต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำถึง 3689% จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นถึง 5-10% การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 เพื่อชดเชยส่วนที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มนั้น หากต้นทุนเฉลี่ยของกิจการที่จะเพิ่มขึ้น 510% กับภาษีที่จะลดลง 7% ในปีหน้า และ 10% ในปีถัดไป ก็แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร
หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท ในช่วง 4 วัน (29มิ.ย.–5 ก.ค.) ดิฉันมองว่าเป็นการซื้อกลับบางส่วน หลังจากที่ขายไป 4.7 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า หลังจากนี้จะเห็นเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาอย่างจริงจัง คงต้องรอหน้าตาของ ครม.ชุดใหม่ และนโยบายของรัฐบาลประมาณกลางเดือนหน้า แต่ดิฉันยังมองตลาดอยู่ในช่วงสะสมกำลังสำหรับการขึ้นรอบใหม่ (อย่างผันผวน) ค่ะ







