
การนำบริษัทครอบครัวจดทะเบียนในตลาดหุ้น :การวางแผนทางกฎหมายและภาษี
บทความฉบับที่แล้วผมได้เขียนถึงเหตุผลที่ควรที่จะนำบริษัทธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า
บทความฉบับที่แล้วผมได้เขียนถึงเหตุผลที่ควรที่จะนำบริษัทธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า
โดย..กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
บทความตอนนี้ผมจะพูดถึงการวางแผนทางกฎหมาย โดยการจัดโครงสร้างบริษัทและข้อตกลงต่างๆ ที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวควรระมัดระวังในการเตรียมการบริหาร แล้วจะตามด้วยการวางแนวทางภาษี ซึ่งก็เกี่ยวกับการวางแผนทางกฎหมายด้วยเช่นกัน
สำหรับเรื่องการวางแผนทางกฎหมายในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น มีข้อพิจารณาที่สำคัญคือ
1.จะต้องมีการจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นว่า ผู้ถือหุ้นในบริษัทควรจะเป็นใคร และควรจะมีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิงหรือไม่ การวางแผนจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเช่นนี้ ก็เพื่อที่จะให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการกระจายหุ้นให้กับประชาชนว่าจะเป็นการขายหุ้นเก่าหรือจะเป็นการขายหุ้นใหม่
อีกทั้งจะมีผู้ถือหุ้นใหญ่บางรายที่จะต้องมีข้อจำกัดที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดไม่ให้มีการขายหุ้นออกไปในระยะเวลาตามที่กำหนด อาจจะเป็น 6 เดือน หรือ 1 ปีก็ได้ การกำหนดจำนวนหุ้นหรือการถือหุ้นและโครงสร้างจึงมีความสำคัญ และการที่จะกำหนดให้ใครเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคลไทย นิติบุคคลต่างประเทศก็มีสิ่งสำคัญเกี่ยวกับภาระภาษีที่ผมจะได้กล่าวในตอนต่อไป
2.เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว เช่นนี้ก็จะต้องป้องกันเพื่อมิให้มีการเข้า Takeover กิจการโดยไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) อาทิ ถ้าหากมีการกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นในครอบครัวที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีบริษัทโฮลดิงคอยควบคุมไว้แล้วนั้น แม้อาจจะเป็นเพื่อประโยชน์ทางภาษีในอนาคตที่จะต้องขายหุ้นดังกล่าวและไม่เสียภาษี แต่ก็มีความเสี่ยงตรงที่ว่าถ้าหากเป็นการกระจายหุ้นดังกล่าวแล้ว ต่อมาสมาชิกในครอบครัวต่างๆ อาจจะขายหุ้นทิ้งให้นักลงทุนรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ และทำให้บริษัทธุรกิจครอบครัวถูกเทกโอเวอร์ได้ จึงควรมีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิงของครอบครัวที่ถือหุ้นข้างมากของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนไว้
3.หากยังคงให้สมาชิกในครอบครัวถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรง ก็ควรมีข้อตกลงระหว่างสัญญาผู้ถือหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้น สมาชิกในครอบครัว เพื่อไม่ให้สมาชิกในครอบครัวต่างคนต่างขายและควรกำหนดให้ขายกันเองก่อน (Right of First Refusal) หรือหากมีข้อตกลงว่าให้ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นแทนสมาชิกในครอบครัวส่วนรวมจะต้องนำผลตอบแทนกลับคืนเข้ามาในกงสีหรือกองทุนครอบครัว และให้คณะกรรมการสภาครอบครัวเป็นคนจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ ให้แก่สมาชิกในครอบครัวก็ทำได้ เพราะการถือหุ้นแทนสมาชิกในครอบครัวนั้น ไม่ถือว่าเป็นการผิดกฎหมาย แต่บุคคลดังกล่าวอาจจะต้องถือว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันในทางกฎหมาย และถือว่าเป็นกลุ่มบริษัทผู้ร่วมกันดำเนินการ (Concerted Party) โดยในอนาคตหากมีการซื้อขายหุ้นระหว่างกันหรือซื้อจากคนอื่น ก็ต้องถือว่าเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันที่อาจต้องแจ้งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. หรือต้องร่วมกันทำคำเสนอซื้อหากเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด วิธีการแบบนี้ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของภาระภาษีเหมือนกันว่าผลประโยชน์ตอบแทนที่กงสีได้รับนั้นจะเสียภาษีเงินได้อย่างไร
4.การลดการขัดแย้งทางผลประโยชน์เพื่อเมื่อธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนแล้ว หากยังมีธุรกรรมระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับบริษัทครอบครัวอื่นหรือกับสมาชิกในครอบครัวนั้น ก็จะต้องทำให้ถูกต้องในเรื่องของการทำกิจการเกี่ยวโยงกัน การได้มาจำหน่ายไป เพราะการทำธุรกรรมดังกล่าวก็จะต้องให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียเป็นผู้ออกเสียงลงคะแนนในการทำธุรกรรมดังกล่าว หรือต้องการจัดประชุมกรรมการเพื่อให้ความเห็นเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาโดยรอบคอบ
ถ้าเป็นไปได้แล้วบริษัทธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงต้องมีการทำธุรกรรมกับบริษัทอื่นของครอบครัว เช่น ซื้อขายหรือเช่าทรัพย์สินธุรกิจครอบครัวนั้น ก็ควรจะต้องมีการดำเนินการปรับโครงสร้างให้เรียบร้อยเสียก่อน เช่น อาจขายหรือแยกธุรกิจดังกล่าวออกจากกันอย่างชัดเจน โดยการซื้อควบรวมกิจการแยกออกจากกัน และต้องไม่ให้ธุรกิจครอบครัวแข่งขันกับธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนอีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีการขัดแย้งผลประโยชน์ ถ้าหากจำเป็นก็ต้องมีการทำธุรกรรมระหว่างกัน ก็ต้องมีการเปิดเผยและดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
5.ขั้นตอนในการเสนอการเป็นกรรมการของบริษัทครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อาจจะต้องมีการกำหนดขั้นตอนการสรรหากรรมการที่เป็นสมาชิกในครอบครัวมาเป็นกรรมการ รวมทั้งการสรรหากรรมการอิสระหรือมืออาชีพ ตามเกณฑ์บริษัทจดทะเบียนก็จะต้องมีกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 ใน 3 การเลือกสรรกรรมการอิสระหรือมืออาชีพก็ควรจะต้องมีการให้ความเห็นชอบจากสมาชิกเช่นกัน การเขียนกฎเกณฑ์ดังกล่าวในสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นธรรมนูญครอบครัวก็จะช่วยได้
6.พิจารณาการซื้อควบรวมกิจการบริษัทต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าหรือเพื่อความสะดวกในการกำกับดูแล ตลอดจนลดการขัดแย้งทางผลประโยชน์อีกด้วย
บทความตอนหน้าจะเป็นเรื่องการวางแผนภาษี







