
แท็บเล็ตเด็กได้ไม่คุ้มเสีย
มูลนิธิหนังสือเด็กชี้ใช้งบทำเรื่องจำเป็นดีกว่า
มูลนิธิหนังสือเด็กชี้ใช้งบทำเรื่องจำเป็นดีกว่า
หวั่นโครงการแจกแท็บเล็ต ส่งผลเสียมากกว่าได้ เชื่อเด็กยังอายุน้อย อาจใช้ผิดทาง แนะทำสิ่งจำเป็นอื่นดีกว่า ด้านผู้ผลิตเอกชนรอความชัดเจน ห่วงศูนย์บริการไม่เพียงพอ
นางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ รองประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก กล่าวว่า รัฐบาลควรทบทวนนโยบายโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อีกครั้ง เพราะเห็นว่าเป็นเด็กอายุน้อยเกินไป การใช้งานไม่ได้เกิดประโยชน์เต็มที่ และอาจจะนำไปสู่การใช้ไม่ถูกต้อง เช่น เล่นเกมและนำไปสู่การติดเกม ไม่เกี่ยวกับการแสวงหาความรู้ ซึ่งเด็กวัยนี้ควรปลูกฝังให้รักการอ่านหนังสือก่อน เพื่อสร้างนิสัยการเรียนรู้ และไอทีจึงตามมาภายหลัง โดยเริ่มต้นในกลุ่มเด็กระดับประถมปลายแทน
เมื่อพิจารณาแล้ว การกระจายแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด เพราะเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังมีสิ่งอื่นที่จำเป็นมากกว่า เช่น ขาดแคลนครูอาจารย์ที่มีความรู้ อุปกรณ์การเรียนการสอนและหนังสือ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ตและไวไฟที่ยังเข้าไปไม่ถึง หากยืนยันจะมีการแจกแท็บเล็ต ก็อาจทำได้ไม่ทั่วถึง เกิดความเหลื่อมล้ำของเด็กในแต่ละพื้นที่ และไม่มีอะไรรับประกันว่าจะคุ้มค่า
“ในอดีตเคยมีโครงการแจกเน็ตบุ๊กมาแล้ว และไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ ส่วนครั้งนี้ยังไม่มีการศึกษาและไม่มีโครงการนำร่อง ทำให้ไม่มีความชัดเจนในผลที่จะเกิดขึ้น การจะแจกแท็บเล็ตต้องใช้งบประมาณมากแน่นอน อาจจะเป็นการสูญเสียงบประมาณไปโดยไม่เกิดประโยชน์ เอาเงินงบประมาณไปทำสิ่งจำเป็นอื่นน่าจะดีกว่า” นางสุธาทิพ กล่าว
นอกจากนี้ หากพิจารณาย้อนกลับไปถึงโครงการเน็ตบุ๊กเดิมแล้ว สิ่งที่ยังไม่ขาดคือคอนเทนต์ เท่ากับว่าแจกแท็บเล็ตไปถึงมือเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ก็ยังไม่มีคอนเทนต์ด้านการเรียนรู้มารองรับ สุดท้ายได้แท็บเล็ตมายังไม่มีความแน่นอนในการใช้งาน
นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านแท็บเล็ตเป็นเรื่องง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุและเด็กเล็ก แตกต่างจากคอมพิวเตอร์พีซี ที่ใช้งานยากกว่า ในมุมหนึ่งจะช่วยเรื่องการเรียนรู้ได้ดี อาจเป็นทางออกที่ช่วยเรื่องการเรียนรู้ได้ แต่ต้องรอดูความชัดเจนของรัฐบาลด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องคำนึงถึง เช่น จำนวนของเครื่องที่ต้องสั่งซื้อ การบริการซ่อมบำรุง หรือให้คำแนะนำในการใช้งาน"ด้วยจำนวนที่มากและราคาที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น น่าจะคุยตรงกับโรงงานมากกว่าคุยกับแบรนด์ต่างๆ และยังมีเรื่องศูนย์บริการหากเครื่องมีปัญหา ดังนั้นเอเซอร์ยังบอกไม่ได้ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ต้องรอดูความชัดเจนในด้านนโยบายจากรัฐบาลก่อน" นายนิธิพัทธ์ กล่าว
โพสต์ทูเดย์ เอเซอร์เผยกระแสแท็บเล็ตโตตามคาด ทำยอดขาย 1 หมื่นเครื่องต่อเดือน รับไอแพดยังเป็นผู้นำ หันจับตลาดกลุ่มทำงานมากขึ้น คาดตลาดรวมสิ้นปีหลักแสนเครื่อง ล่าสุดจับมือทีเคพาร์คพัฒนาคอมเทนต์ต่อยอด
สำหรับภาพรวมตลาดแท็บเล็ตในประเทศ ยังคาดการณ์ยาก เพราะแบรนด์ต่างๆ ยังอยู่ในช่วงทยอยเข้าสู่ตลาด ต้องรออีกสักระยะจึงจะเห็นภาพการแข่งขันและแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้น แต่กระแสความต้องการของผู้บริโภคยังมีมาก จึงเชื่อว่าจะมีการเติบโตสูงแน่นอน โดยจะอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรจะใช้เวลาอีก 36 เดือนในการตัดสินใจ ขณะที่เอเซอร์เริ่มทำตลาดเมื่อไตรมาส 2 ยอดขายเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นเครื่อง
สำหรับเอเซอร์ หลังจากเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 เน้น 2 รุ่นคือ ไอโคเนีย แท็บ ที่ใช้วินโดวส์7 และแอนดรอยด์ มียอดขายเฉลี่ย 1 หมื่นเครื่องต่อเดือน และเตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ขนาด 7 นิ้วทั้งวินโดวส์และแอนดรอยด์ รวมถึงรุ่นที่รองรับระบบ 3จี รวมทั้งหมดในปีนี้จะมี ไอโคเนีย แท็บ 7 รุ่น โดยตั้งเป้าตลอดทั้งปีมียอดขายประมาณ 67 หมื่นเครื่อง โดยเน้นด้านการใช้งานมากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่าง จากตลาดรวมที่คาดว่าจะอยู่ในหลักแสนเครื่อง
"ตอนนี้เจ้าตลาดแท็บเล็ตยังเป็นไอแพดอยู่ มีจุดเด่นคือเน้นด้านความบันเทิง ไอโคเนีย จึงสร้างความต่างโดยเน้นเรื่องการทำงานและการศึกษามากขึ้น โดยรุ่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์7 จะไว้สำหรับเจาะตลาดองค์กรเป็นหลัก เพราะสามารถทำงานร่วมกับแอพพลิเคชันในองค์กรได้ ส่วนระบบแอนดรอยด์ไว้สำหรับลูกค้าทั่วไป" นายนิธิพัทธ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ เอเซอร์ ได้จับมือกับสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ ทีเคพาร์ค ร่วมกันพัฒนาคอนเทนต์และอีบุ๊กของทีเคพาร์ค มาใส่บน ไอโคเนีย แท็บ เอ500 ให้สมาชิกได้ใช้งานฟรี เบื้องต้น 6 คอนเทนต์ คือ นิทานพื้นบ้าน 3ภาค, ชุดหนังสือวัตถุเล่าเรื่อง, คีตมหาราช, มิวสิค ไลบรารี่ และหนังสือหายากชุด ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน โดยพร้อมให้บริการได้วันที่ 4 ส.ค. เป็นต้นไป
ทั้งนี้ คอนเทนต์ที่พัฒนาในเบื้องต้นจะรองรับกับระบบแอนดรอยด์ ดังนั้นแท็บเล็ตแบรนด์อื่นๆ ที่ใช้แอนดรอยด์ก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ และอยู่ระหว่างการเตรียมพัฒนาคอนเทนต์ปัจจุบันมาลงบนแท็บเล็ตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ ของทีเคพาร์คเพิ่มเติม โดยจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ คอนเทนต์แบบแอพพลิเคชันที่ดาวน์โหลดมาติดตั้งบนเครื่องได้ และคอนเทนต์แบบออนไลน์ที่ต้องเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันเรื่องลิขสิทธิ์







