posttoday
ประชานิยมเงินหนุน ตัวเร่งเงินเฟ้อ

ประชานิยมเงินหนุน ตัวเร่งเงินเฟ้อ

08 กรกฎาคม 2554

พลันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โคลนนิงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พลันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โคลนนิงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

พลันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โคลนนิงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลในนามพรรคเพื่อไทย นโยบายประชานิยมและทฤษฎีต่างๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยใช้สมัยเป็นผู้นำรัฐบาลก็ถูกนำกลับมาใช้ใหม่

นโยบายกระตุ้นเงินให้หมุนไป เตรียมควักเงินที่นอนนิ่งออกมาใช้อย่างน่าจับตา

นี่ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายหากได้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะใช้เงิน ตีเงินให้ฟู หมุนเงินไปหลายๆ รอบ ในแนวทางเดิมที่พรรคไทยรักไทยได้ทำมาแล้วในปี 2545 เพราะนี่คือสิ่งที่ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคถนัด

เมื่อเงินถูกกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ผ่านการผลักดันให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท รวมทั้งขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีที่ 1.5 หมื่นบาท ก็จะเป็นตัวเร่งเครื่องให้ภาคเอกชนต้องปรับขึ้นเงินเดือนด้วย

 

ประชานิยมเงินหนุน ตัวเร่งเงินเฟ้อ

ยังไม่นับรวมเม็ดเงินที่จะลงไปยังกองทุนหมู่บ้าน 8 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรก 4.8 หมื่นล้านบาท รถคันแรก 7.5 หมื่นล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอล 2.75 หมื่นล้านบาท บัตรเครดิตและจำนำข้าว 3 แสนล้านบาท ถือเป็นประชานิยมที่ส่งผลต่อการเร่งตัวของเงินเฟ้อ

พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้และช่วงระยะเวลาข้างหน้าคือปัญหาเงินเฟ้อ

ปีนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.6% แต่ปีหน้าจะต้องปรับการคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่ ให้สอดรับกับสมมติฐานขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

พิมลวรรณ ประเมินว่า ค่าจ้างจะค่อยๆ ขยับจนถึง 300 บาท หากรัฐบาลปรับค่าจ้างทีเดียว 300 บาท เงินเฟ้อจะกระโดดเกิน 4% โดยเงินเฟ้อทั่วไปขยับจากเดิมที่คาด 3.4% เป็น 3.7% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานก็ปรับจากเดิม 2.9% เป็น 3.1%

ทะลุกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ตั้งไว้ 3% แน่นอน

นี่อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ของ ธปท.ที่ต้องหาวิธีขยับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ แต่การจะใช้นโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ก็ไม่ใช่เรื่องหมูของ ธปท.ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลเพื่อไทยเท่าใดนัก เพราะหากย้อนดูอดีตแล้วมองปัจจุบัน รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำและพยายามแทรกแซงการทำงานของ ธปท. โดยกดดันไม่ให้ใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง

การใช้ดอกเบี้ยต่ำจะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชนมากขึ้น คนอยากกู้เงินมากขึ้น ช่วยให้เงินหมุนในระบบมากขึ้น แต่หากใช้ดอกเบี้ยสูงก็จะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ คนไม่กล้าใช้จ่าย ไม่กล้ากู้เงิน

ทั้งๆ ที่สูตรสำเร็จของการสกัดเงินเฟ้อคือการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่หาก ธปท.แหกคอก ข้อหาทำงานไม่เข้าขากัน ก็อาจลงมาที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เอาได้

คอยจับตาพลังในการกระตุ้นการใช้จ่ายกันได้ว่าจะแรงแค่ไหน นี่ยังไม่นับรวมการเข้าอุดหนุนราคาน้ำมัน การเข้าแทรกแซงกลไกตลาดราคาสินค้าอื่นๆ เพื่อใช้เป็นฐานเสียงของนักการเมืองจนครบวาระ 4 ปี

นโยบายแบบนี้จะมากับเงินเฟ้อที่พร้อมจะกัดกินเงินในกระเป๋าชาวบ้าน

ขณะที่การอุ้มสมราคาสินค้าเกษตรให้มีราคาดีขึ้น แต่อีกขารัฐบาลก็ต้องการกดราคาสินค้าอุปโภค บริโภคให้อยู่ในระดับต่ำ ก็ถือเป็นเรื่องสวนทาง ทำได้ยากยิ่งนัก เพราะเมื่อสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องปรับราคาสินค้า จะแบกต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นให้หลังแอ่นได้อย่างไร ซึ่งก็น่าสนใจว่าอาจมีการอุ้มผู้ประกอบการ หรือตั้งกองทุนอะไรต่าง ๆ นานาขึ้นมาอีก

ไม่เพียงเท่านั้นในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ การเข้าแทรกเงินบาท ทั้งจากวาจา หรือด้วยการกระทำที่ชิ่งตรงไปถึงธปท. ให้ช่วยดูแลเงินบาทอ่อน เพื่อดูแลผู้ส่งออกก็เป็นเรื่องที่ว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ อาจต้องกลับลำเมื่อพูดในวันนี้เห็นด้วยที่เงินบาทแข็ง แต่ในความเป็นจริงการรักษาฐานเสียงทางการเมือง ด้วยการดูแลตัวเลขการส่งออกถือเป็นหน้าตาของทุกรัฐบาล เพราะการส่งออกจะส่งผลมายังตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) เนื่องจากการส่งออกของไทยถือเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด 60% ในการสร้างรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะนั่งรอให้เงินบาทแข็ง เป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออก

ที่สำคัญแม้วันนี้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีในภาวะเงินบาทแข็ง แต่หากมองลึกเข้าไปจะเห็นว่า กำไรของผู้ประกอบการที่ควรจะได้หดหายไปมาก ฉะนั้นหากคุมเงินบาทอ่อนค่าได้ รายได้ของผู้ประกอบการที่จะกลับเข้ามาในรูปแบบเงินบาทก็จะมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีกำไรมากขึ้น เงินนั้นก็จะผันกลับมาเป็นรายได้ และโบนัสให้กับพนักงาน ซึ่งเมื่อเงินตกถึงมือผู้ใช้แรงงานในจำนวนที่มากขึ้น การจับจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตาม เงินก็จะเฟ้ออีก

นี่ยังไม่นับรวมการเข้าอุดหนุนราคาน้ำมัน การเข้าแทรกแซงกลไกตลาดราคาสินค้าอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นฐานเสียงของนักการเมืองจนครบวาระ 4 ปี ซึ่งเงินที่มีอยู่มากในรูปเงินสำรองประเทศประมาณ 7 แสนล้านบาท ก็เป็นสิ่งเย้ายวนใจรัฐบาลที่เน้นให้ประชาชนใช้จ่าย ไม่เคยพูดถึงนโยบายการออม สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งความพยายามแก้กฎหมายนำเงินคลังหลวง ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในรูปทองคำช่วยชาติของหลวงตามหาบัวออกมาใช้ เรื่องราวเหล่านี้กำลังจะกลับมาหลอกหลอนอีกในรูปแบบที่ไม่ต่างไปจากเดิมเมื่อประเทศนี้ ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ.


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค