
ประชานิยมเงินหนุน ตัวเร่งเงินเฟ้อ
พลันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โคลนนิงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
พลันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โคลนนิงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
พลันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โคลนนิงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลในนามพรรคเพื่อไทย นโยบายประชานิยมและทฤษฎีต่างๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยใช้สมัยเป็นผู้นำรัฐบาลก็ถูกนำกลับมาใช้ใหม่
นโยบายกระตุ้นเงินให้หมุนไป เตรียมควักเงินที่นอนนิ่งออกมาใช้อย่างน่าจับตา
นี่ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายหากได้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะใช้เงิน ตีเงินให้ฟู หมุนเงินไปหลายๆ รอบ ในแนวทางเดิมที่พรรคไทยรักไทยได้ทำมาแล้วในปี 2545 เพราะนี่คือสิ่งที่ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคถนัด
เมื่อเงินถูกกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ผ่านการผลักดันให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท รวมทั้งขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีที่ 1.5 หมื่นบาท ก็จะเป็นตัวเร่งเครื่องให้ภาคเอกชนต้องปรับขึ้นเงินเดือนด้วย
ยังไม่นับรวมเม็ดเงินที่จะลงไปยังกองทุนหมู่บ้าน 8 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรก 4.8 หมื่นล้านบาท รถคันแรก 7.5 หมื่นล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอล 2.75 หมื่นล้านบาท บัตรเครดิตและจำนำข้าว 3 แสนล้านบาท ถือเป็นประชานิยมที่ส่งผลต่อการเร่งตัวของเงินเฟ้อ
พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้และช่วงระยะเวลาข้างหน้าคือปัญหาเงินเฟ้อ
ปีนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.6% แต่ปีหน้าจะต้องปรับการคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่ ให้สอดรับกับสมมติฐานขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
พิมลวรรณ ประเมินว่า ค่าจ้างจะค่อยๆ ขยับจนถึง 300 บาท หากรัฐบาลปรับค่าจ้างทีเดียว 300 บาท เงินเฟ้อจะกระโดดเกิน 4% โดยเงินเฟ้อทั่วไปขยับจากเดิมที่คาด 3.4% เป็น 3.7% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานก็ปรับจากเดิม 2.9% เป็น 3.1%
ทะลุกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ตั้งไว้ 3% แน่นอน
นี่อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ของ ธปท.ที่ต้องหาวิธีขยับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ แต่การจะใช้นโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ก็ไม่ใช่เรื่องหมูของ ธปท.ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลเพื่อไทยเท่าใดนัก เพราะหากย้อนดูอดีตแล้วมองปัจจุบัน รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำและพยายามแทรกแซงการทำงานของ ธปท. โดยกดดันไม่ให้ใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง
การใช้ดอกเบี้ยต่ำจะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชนมากขึ้น คนอยากกู้เงินมากขึ้น ช่วยให้เงินหมุนในระบบมากขึ้น แต่หากใช้ดอกเบี้ยสูงก็จะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ คนไม่กล้าใช้จ่าย ไม่กล้ากู้เงิน
ทั้งๆ ที่สูตรสำเร็จของการสกัดเงินเฟ้อคือการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่หาก ธปท.แหกคอก ข้อหาทำงานไม่เข้าขากัน ก็อาจลงมาที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เอาได้
คอยจับตาพลังในการกระตุ้นการใช้จ่ายกันได้ว่าจะแรงแค่ไหน นี่ยังไม่นับรวมการเข้าอุดหนุนราคาน้ำมัน การเข้าแทรกแซงกลไกตลาดราคาสินค้าอื่นๆ เพื่อใช้เป็นฐานเสียงของนักการเมืองจนครบวาระ 4 ปี
นโยบายแบบนี้จะมากับเงินเฟ้อที่พร้อมจะกัดกินเงินในกระเป๋าชาวบ้าน
ขณะที่การอุ้มสมราคาสินค้าเกษตรให้มีราคาดีขึ้น แต่อีกขารัฐบาลก็ต้องการกดราคาสินค้าอุปโภค บริโภคให้อยู่ในระดับต่ำ ก็ถือเป็นเรื่องสวนทาง ทำได้ยากยิ่งนัก เพราะเมื่อสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องปรับราคาสินค้า จะแบกต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นให้หลังแอ่นได้อย่างไร ซึ่งก็น่าสนใจว่าอาจมีการอุ้มผู้ประกอบการ หรือตั้งกองทุนอะไรต่าง ๆ นานาขึ้นมาอีก
ไม่เพียงเท่านั้นในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ การเข้าแทรกเงินบาท ทั้งจากวาจา หรือด้วยการกระทำที่ชิ่งตรงไปถึงธปท. ให้ช่วยดูแลเงินบาทอ่อน เพื่อดูแลผู้ส่งออกก็เป็นเรื่องที่ว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ อาจต้องกลับลำเมื่อพูดในวันนี้เห็นด้วยที่เงินบาทแข็ง แต่ในความเป็นจริงการรักษาฐานเสียงทางการเมือง ด้วยการดูแลตัวเลขการส่งออกถือเป็นหน้าตาของทุกรัฐบาล เพราะการส่งออกจะส่งผลมายังตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) เนื่องจากการส่งออกของไทยถือเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด 60% ในการสร้างรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะนั่งรอให้เงินบาทแข็ง เป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออก
ที่สำคัญแม้วันนี้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีในภาวะเงินบาทแข็ง แต่หากมองลึกเข้าไปจะเห็นว่า กำไรของผู้ประกอบการที่ควรจะได้หดหายไปมาก ฉะนั้นหากคุมเงินบาทอ่อนค่าได้ รายได้ของผู้ประกอบการที่จะกลับเข้ามาในรูปแบบเงินบาทก็จะมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีกำไรมากขึ้น เงินนั้นก็จะผันกลับมาเป็นรายได้ และโบนัสให้กับพนักงาน ซึ่งเมื่อเงินตกถึงมือผู้ใช้แรงงานในจำนวนที่มากขึ้น การจับจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตาม เงินก็จะเฟ้ออีก
นี่ยังไม่นับรวมการเข้าอุดหนุนราคาน้ำมัน การเข้าแทรกแซงกลไกตลาดราคาสินค้าอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นฐานเสียงของนักการเมืองจนครบวาระ 4 ปี ซึ่งเงินที่มีอยู่มากในรูปเงินสำรองประเทศประมาณ 7 แสนล้านบาท ก็เป็นสิ่งเย้ายวนใจรัฐบาลที่เน้นให้ประชาชนใช้จ่าย ไม่เคยพูดถึงนโยบายการออม สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งความพยายามแก้กฎหมายนำเงินคลังหลวง ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในรูปทองคำช่วยชาติของหลวงตามหาบัวออกมาใช้ เรื่องราวเหล่านี้กำลังจะกลับมาหลอกหลอนอีกในรูปแบบที่ไม่ต่างไปจากเดิมเมื่อประเทศนี้ ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ.







