
แนะรัฐบาลใหม่สานสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน
คาดรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้น เพื่อประโยชน์ต่อการค้า และการลงทุน หลังความสัมพันธ์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาย่ำแย่มาก
คาดรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้น เพื่อประโยชน์ต่อการค้า และการลงทุน หลังความสัมพันธ์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาย่ำแย่มาก
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี กรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่อง การเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การลงทุนไทยในเออีซี ว่า หวังว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยข้ามาจะช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระว่างไทยและกัมพูชาให้กลับมาดีขึ้น เพื่อให้การร่วมมือกันไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นไปอย่างราบรื่นทั้งด้านการลงทุน และการค้า เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในสถานะที่แย่มาก
ในปัจจุบันไทยถือเป็นอุปสรรคอย่างมากในการเดินหน้าสู่เออีซี ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่เกิดขึ้นส่งผลให้โครงการต่างๆ ต้องล้าช้าออกไปหมด ซึ่งส่วนหนึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการออกไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยในส่วนของภาคธุรกิจนั้นไทยถือว่ามีความพร้อมในการออกไปลงทุนในอาเซียนอยู่แล้ว แต่ปัญหาทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทำให้ความพร้อมที่มีอยู่ลดลง
“รัฐบาลใหม่ต้องมีไมตรีจิตระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ควรทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน แต่คาดว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาน่าจะดีขึ้น” นายณรงค์ชัย กล่าว
ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นได้ยาก และคิดว่าหลังจากนี้ไปอุตสาหกรรมจะไม่ขยายตัวไปมากกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ที่ยอมรับของสังคม และถูกชุมชนต่อต้านจนไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องออกไปขยายตัวนอกประเทศ
ขณะที่อุตสาหกรรมที่อยู่ในประเทศจะต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่เป็นอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนการลงทุนในภาคบริการก็ต้องเป็นการบริการสมัยใหม่ที่สังคมยอมรับ เช่น การบริการด้านการศึกษา สุขภาพ ศิลปะ และการบันเทิง
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมมีข้อจำกัดมากในด้านพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และแรงงาน ทำให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นยาก เช่น อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ ซึ่งการจะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการยอมรับของชุมชน และก็มีโอกาสมากที่จะต้องไปลงทุนในต่างประเทศ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ ของเล่นเด็ก ก็เริ่มย้ายออกไปลงทุนในต่างประเทศบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่ไทยต้องการส่งเสริมให้มีในเมืองไทยมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมไฮเทค หรืออุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังมีปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยเช่นเดียวกัน เพราะการลงทุนใช้เงินลงทุน บางครั้งอาจไม่คุ้มถ้าตลาดในประเทศไม่ใหญ่พอ และไทยก็ยังขาดแรงงานที่มีความสามารถเฉพาะด้านอยู่







