
ทุนลอดช่องเมินการเมืองวุ่น
เดลวีเดินหน้าซื้ออสังหาฯไทย พร้อมลงทุนปีละพันล้านบาท
เดลวีเดินหน้าซื้ออสังหาฯไทย พร้อมลงทุนปีละพันล้านบาท
ทุนสิงคโปร์ “เดลวี” เมินการเมืองไทย สั่งลุยอสังหาฯต่อเนื่อง เล็งเทกโอเวอร์โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในไทย
นายโนเอล โกห์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดลวี เพลสผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จากประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า นับจากนี้บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมไทยต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1,000 ล้านบาท
“แม้ว่าขณะนี้ไทยยังเผชิญกับความผันผวนทางการเมือง แต่หากตัดปัจจัยเรื่องการเมืองออกไป ไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก ยังมีโอกาสเติบโตสูง และราคาซื้อขายยังถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก” นายโกห์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทได้เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว 6 ปี เน้นลงทุน 1 โครงการในทุก 2 ปี ตามนโยบายของบริษัทแม่ในสิงคโปร์ ที่มุ่งขยายการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย โดยเข้ามาลงทุนในไทยเป็นแห่งแรก ก่อนขยายไปยังกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และกว่างโจว ประเทศจีน
สำหรับการทำตลาดประเทศไทย จะใช้แบรนด์เฮ้าส์ (Haus) ในการขยายตลาดคอนโดมิเนียม จากก่อนหน้านี้การลงทุนคอนโดมิเนียมในไทย 3 โครงการ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เน้นปั้นแบรนด์จริงจัง ซึ่งหลังจากนี้มองว่าการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำตลาดในไทย
ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการเฮ้าส์ 23 รัชดาฯลาดพร้าว จำนวน 236 ยูนิต มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 30% ตั้งเป้าสิ้นปีปิดการขายได้ที่ 80% ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตก่อสร้างและสิ่งแวดล้อม
ด้านภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียนในย่านรัชดาฯลาดพร้าว แม้ว่าจะมีการเปิดตัวโครงการจำนวนมาก แต่ปัจจุบันอัตราการขายแต่ละโครงการเฉลี่ยสูงถึง 70-80% ซึ่งถือว่าเป็นย่านที่มีการดูดซับที่ดี และมีระดับราคาหลากหลาย ตั้งแต่ระดับกลางล่างจนถึงระดับไฮเอนด์
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายการลงทุนไปยังธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งสำรองเม็ดเงินต่อปีไว้ใกล้เคียงกับการลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมโดยจะเน้นการซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์โครงการต่างๆ มากกว่าการลงทุนสร้างโครงการใหม่เอง เนื่องจากเป็นวิธีลัดที่จะผลักดันให้บริษัทมีการเติบโต
แผนการลงทุนดังกล่าวถือเป็นการลงทุนระยะยาว จึงมั่นใจว่าปัจจัยทางเมืองหลังเลือกตั้ง หากไม่เรียบร้อยนัก ก็จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก และยังคงยืนตามแผนเดิม เนื่องจากได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ผ่านมาจะมีวิกฤตเพียงระยะสั้นเท่านั้น







