
พณ.ออกตัวดีแทค ต้องให้ศาลตัดสิน
ดีแทคเข้าชี้แจงพาณิชย์ ยืนยันสถานะบริษัทไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ต้องให้ศาลตัดสินถูกผิด ด้านทีดีอาร์ไอ ฟันธงดีแทคพ้นผิด
ดีแทคเข้าชี้แจงพาณิชย์ ยืนยันสถานะบริษัทไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ต้องให้ศาลตัดสินถูกผิด ด้านทีดีอาร์ไอ ฟันธงดีแทคพ้นผิด
นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า นางวีระนุช กมลยะบุตร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานกฎหมายและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ได้เข้าให้ข้อมูลกับคณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ยืนยันว่ามีสถานะเป็นบริษัทไทยและปฏิบัติตามกฎหมายไทย และข้อมูลที่ให้เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ
สำหรับบริษัทและบุคคลที่ถือหุ้นใหญ่ในดีแทคอีก 8 ราย ที่คณะทำงานได้เชิญมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ ยังไม่มีรายใดเข้าให้ข้อมูล ซึ่งไม่ถือเป็นปัญหา เพราะทางคณะทำงานมีข้อมูลรายละเอียดการถือหุ้นต่างๆ อยู่แล้ว แต่การไม่มาให้ข้อมูล ไม่เป็นประโยชน์กับทางผู้ถือหุ้นและดีแทคเอง
ทั้งนี้ คณะทำงานยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา แต่เป็นเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเชิญหน่วยงานต่างๆ มาสอบถามเพื่อให้ข้อมูลพิจารณาอย่างรอบด้าน ซึ่งคณะทำงานยังคงเปิดโอกาสให้ทั้งดีแทค ทรูมูฟ และบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการถือหุ้นดีแทค เข้าชี้แจงและยื่นเอกสารข้อมูลจนถึงวันที่ 1 ก.ค. คาดสรุปผลทั้งหมดในวันที่ 4 ก.ค.
“จากข้อมูลที่มีอยู่ในเบื้องต้น จะสรุปผลการตรวจสอบได้ภายในวันที่ 4 ก.ค.อย่างแน่นอน แต่จะไม่มีการฟันธงว่าใครผิด ใครถูก เพราะคณะทำงานชุดนี้เป็นผู้ที่ตรวจสอบตามประเด็นข้อกล่าวหาที่มีการตั้งข้อสังเกตและมีเหตุอันควรเชื่อถือได้ว่าดีแทคเป็นคนต่างด้าวเท่านั้น ส่วนการจะตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด ต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา” นายบรรยงค์ กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า นายสัญญา สถิรบุตร ประธานที่ปรึกษานายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ จะเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบดีแทคในวันที่ 30 มิ.ย.
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นของดีแทคไม่ผิด พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อย่างแน่นอน เพราะกฎหมายฉบับนี้ตรวจสอบการถือหุ้นเพียงชั้นเดียว
ทั้งนี้ การตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เกิดขึ้นตามที่ทางกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น ร้องเรียนมานั้น หาก เป็นการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เชื่อว่าดีแทคจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ แต่ต้องดูในรายละเอียดเชิงลึกว่า ผู้ถือหุ้นรายอื่นนั้นใช้เงินของตัวเองในการลงทุนหรือได้รับเงินมาจากดีแทค ซึ่งกรณีนี้จะเป็นลักษณะเดียวกับคดีกุหลาบแก้ว
ในส่วนของทีดีอาร์ไอ เห็นว่า ธุรกิจโทรคมนาคมควรเปิดให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและถือหุ้นได้ 100% เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านบริการหลายราย และส่งผลดีต่อการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพราะหากขณะนี้ กฎหมายไทยเข้มงวดเรื่องต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคม ก็จะเหลือแค่ทรูเพียงรายเดียวที่ให้บริการได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการผูกขาดตลาดอยู่ดี
“ในธุรกิจโทรคมนาคม มองว่าใครเป็นเจ้าของก็ได้ เพราะโดยกฎหมายไทยสามารถกำหนดกฎเกณฑ์อะไรก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์หากต่างชาติทำผิดจากการทำธุรกิจในไทย เช่น ยึดคืนคลื่น แต่โดยกฎหมายไม่ควรห้ามต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมา เมื่อนักลงทุนต่างชาติไม่เข้ามา ผลที่เกิดขึ้นคือแย่ทั้งประเทศ” นางเดือนเด่นกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีในธุรกิจต่างๆจะส่งผลดีมากขึ้น หากรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่อง พ.ร.บ.การกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง ที่กำหนดให้หน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจต้องเข้าสู่กระบวนการแข่งขันที่เป็นธรรมเช่นเดียวกับเอกชน และผู้บริโภคสามารถฟ้องหน่วยงานเหล่านี้ได้ ซึ่งปัจจุบัน กฎหมายนี้ไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีผลตั้งแต่ปี 2542 แล้ว ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจมีอำนาจเหนือเอกชน
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนกรณีของต่างประเทศ คือ จงหวา เทเลคอม ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรัฐวิสาหกิจ ประเทศไต้หวัน ที่ถูกสั่งให้ยกเลิกการอุดหนุนไขว้ จากการเก็บค่าบริการโทรศัพท์พื้นฐานในราคาสูงมาก เนื่องจากผูกขาดรายเดียว แล้วนำค่าบริการที่เก็บได้นั้นไปชดเชยกับราคาโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้สามารถทำราคาต่ำกว่าเอกชนได้ เช่นเดียวกับการไปรษณีย์ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยเปิดให้เอกชนสามารถแข่งขันให้บริการด้านพัสดุภัณฑ์ได้จากเดิมที่เคยผูกขาดเพียงรายเดียว







