
เบ่งกล้ามเพิ่มงบเชิญรัฐบาลถลุง
สศค.เหยียบคันเร่งปั้นงบประมาณปี 2555 สนองนโยบายรัฐบาลใหม่ ขยายเพดานงบลงทุนเพิ่มได้ถึง 3.23 แสนล้าน
สศค.เหยียบคันเร่งปั้นงบประมาณปี 2555 สนองนโยบายรัฐบาลใหม่ ขยายเพดานงบลงทุนเพิ่มได้ถึง 3.23 แสนล้าน
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้เตรียมปรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งอาจทำให้กระทบต่อปฏิทินของงบประมาณ โดยช่วงไตรมาสแรกอาจจะต้องล่าช้าไปจากปกติ โดยเฉพาะงบลงทุน แต่ในส่วนของงบประจำยังเบิกจ่ายได้ตามปกติ
ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า รัฐบาลใหม่คงต้องการเพิ่มยอดการใช้จ่ายงบประมาณขึ้นมาอีก ซึ่งน่าจะมีช่องที่สามารถทำได้ผ่านงบลงทุนที่สามารถเบิกจ่ายให้ได้เต็มเพดานถึง 3.5 แสนล้านบาท โดยคำนวณจากสมมติฐานกรอบงบประมาณปี 2555 ที่รัฐบาลปัจจุบันได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2554
สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2555 ที่ 2.25 ล้านบาท กรอบรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท โดยเป็นการทำงบประมาณแบบขาดดุลที่ 3.50 แสนล้านบาท แต่ได้กำหนดงบลงทุนไว้แค่ 1.86 แสนล้านบาท
นายนริศ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการใช้เงินมากขึ้น ก็สามารถทำได้โดยการเพิ่มการขาดดุล ภายใต้เพดานกฎหมายตาม มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่กำหนดเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณ คิดเป็นวงเงิน 4.5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับการกู้ไม่เกิน 80% ของรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งมีวงเงินอยู่ 4.6 หมื่นล้านบาท จะทำให้กู้เพิ่มได้อีก 3.6 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น เมื่อนำยอดเงินทั้ง 2 กรณีจะทำให้มีเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ไม่เกิน 4.86 แสนล้านบาท เมื่อนำมาหักลบกับยอดขาดดุลเดิมที่ 3.5 แสนล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลใหม่ยังสามารถจัดขาดดุลเพื่อนำมาลงทุนเพิ่มเติมได้อีก 1.37 แสนล้านบาท หากรวมกับงบลงทุนที่กำหนดไว้ 1.86 แสนล้านบาท เท่ากับรัฐบาลใหม่จะเพิ่มรายจ่ายในงบลงทุนได้ทั้งสิ้น 3.23 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ถ้าในงบประมาณปี 2555 หน่วยงานจัดเก็บรายได้สามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านล้านบาท ได้อีก 15% เท่ากับปีงบ 2554 คิดเป็นเงินประมาณก็ตก 2.85 แสนล้านบาท เม็ดเงินส่วนนี้ก็สามารถนำมาลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลเพิ่มเติมได้อีก งบประมาณของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นได้
นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลงทุนในตราสารการเงินที่ออกเพื่อระดมทุนตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการโอนสินทรัพย์ระหว่างผู้ระดมทุนและทรัสตี เพราะเป็นประโยชน์ต่อการระดมเงินลงทุนจากต่างประเทศมาใช้ลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน
สำหรับความคืบหน้าการออกพันธบัตรอิสลามนั้น จะออกพันธบัตรสกุลเงินบาทขายในประเทศ 5,000 ล้านบาท ระยะเวลา 23 ปี และออกพันธบัตรอิสลามสกุลเงินเหรียญสหรัฐอีก 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา 3-5 ปี







