
ภายในยังมีการเมืองกดดันหุ้น
...พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเป็นการแกว่งตัวลง แม้ว่าจะเริ่มหยุดไหลได้ในช่วงสั้นๆ ก็ยังเป็นลักษณะของการตั้งรับซื้อช่วงอ่อนตัว โดยความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบ ประมาณที่อยู่ในระดับที่สูงของประเทศหลายแห่งในยูโรโซน ส่งผลกระทบถึงความกังวลต่อการจัดอันดับเครดิตประเทศ ตลอดไปจนถึงค่าเงินยูโร และการแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น โดยรวมแล้วส่งผลให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ในปลายสัปดาห์ก่อนปรับตัวลดลง ส่วนค่าเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแกว่งตัวขึ้น นักลงทุนต่างประเทศกลับมามียอดขายสุทธิ สลับซื้อออกมา
แนวโน้มเศรษฐกิจในสหรัฐ ในปัจจุบันไม่ได้เป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ เนื่องจากตัวเลขส่วนใหญ่ดีขึ้นและมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และตลาดได้รับรู้ตัวเลขที่ดีไปในระดับหนึ่งแล้ว ล่าสุดตัวเลขอัตราการว่างงานออกมาน้อยกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 10% ออกมาเหลือเพียง 9.7% ซึ่งยังคงเป็นสัญญาณที่ดีต่อเนื่อง เนื่องจากตัวเลขภาคแรงงานไม่ได้เป็นเครื่องชี้ที่ไวนัก แต่สามารถยืนยันถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนกังวล คือ ปัญหาการขาดดุลงบประมาณในประเทศยุโรปหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กรีซ สเปน โปรตุเกส และไอร์แลนด์ โดยประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนของยอดขาดดุลงบประมาณอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับ GDP โดยในปี 2009 กรีซขาดดุลงบประมาณ 13.7% ไอร์แลนด์ขาดดุลงบประมาณ 11.6% สเปนขาดดุลงบประมาณ 11.4% และสุดท้ายโปรตุเกสขาดดุลงบประมาณ 9.3% ในขณะที่ภาวะปกติตัวเลขเหล่านี้จะอยู่ที่ระดับ 35%
ประกอบกับยอดตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับสูง จึงส่งผลทำให้เกิดความกังวลต่อความสามารถชำระหนี้ในระยะยาว ตลอดไปจนถึงค่าเงินยูโรที่อาจจะไม่มีเสถียรภาพ โดยค่าเงินยูโรได้อ่อนค่าลงรุนแรงหลังจากเกิดความกังวลในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของวงจรที่จะนำไปสู่ปัญหาด้านการเงิน แต่อย่างไรก็ตามได้มีการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาในยูโรโซน โดยรัฐมนตรีคลังยูโรโซน เปิดเผยว่า กรีซซึ่งเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด จะสามารถปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณลงไปสู่ระดับที่ต่ำกว่า 3% ของ GDP ได้ในปี 2012 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 12.7%
โดยในปัจจุบันนักลงทุนกำลังติดตามผลการประชุมสุดยอดผู้นำอียูเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในวันที่ 11 ก.พ.นี้ ที่กรุงบรัสเซลส์ ว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นหรือไม่ หลังจากที่ผลการประชุม G7 นักลงทุนส่วนหนึ่งผิดหวังที่ไม่ได้มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาเกี่ยวกับตัวเลขขาดดุลงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตามทั้งค่าเงินยูโรและตลาดหุ้นฝั่งยุโรปปรับตัวขึ้นก่อนที่จะทราบผลการประชุมในวันพฤหัสบดีนี้ เช่นเดียวกับทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เริ่มปรับตัวขึ้น หลังจากมีข่าว ออกมาทางวอลสตรีตเจอร์นัล ว่า เยอรมนี เตรียมที่จะให้เงินกู้ฉุกเฉินแก่กรีซ แต่ในที่สุดทางกลุ่มอียูได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าวในเบื้องต้น
ส่วนราคาสินค้าโภคภัณฑ์การเคลื่อนไหวเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินยูโร เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซื้อขายในรูปดอลลาร์และเม็ดเงินมีการเคลื่อนย้ายสลับไปมาระหว่างยูโรและดอลลาร์ ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของยูโรทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นผ่านค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า
ปัจจัยการเมืองไทยยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดได้ต่อเนื่อง ในช่วงใกล้ทราบผลคำตัดสินของศาลคดียึดทรัพย์ ซึ่งมาพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง โดยกลยุทธ์การลงทุนเรามองว่าปัจจัยการเมืองในปัจจุบันใกล้อยู่ในช่วงแตกหักทั้งก่อนและหลังทราบผลคดียึดทรัพย์ ทำให้ถึงแม้ว่าในกรณีที่ดีที่สุด ตลาดหุ้นโลกอาจจะคลายความกังวลเรื่องยูโรโซน แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่มีแนวโน้มวุ่นวายมากขึ้น โดยตามหมายกำหนดการเดิม 12 ก.พ. ทางกลุ่มจะเดินทางไปชุมนุมที่ป.ป.ช. และในวันที่ 15 ก.พ. ก็จะเดินทางไปชุมนุมที่กกต. ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของตลาดยังคงจำกัด และความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทน
ส่วนทิศทางราคาของ SET Index คาดว่าจะมีช่วงหยุดไหลไปจนถึงดีดกลับได้บ้าง หากไม่มีข่าวร้ายๆ ทางการเมืองออกมา แต่ยังเป็นการดีดกลับสั้นหลังจากการอ่อนตัวลงแรงเท่านั้น คาดว่ายังจำกัดที่บริเวณ 694 และ 703 จุด หากยังไม่สามารถผ่านที่แนวต้านได้ ทิศทางระยะสั้นยังเป็นการแกว่งตัวลง คำแนะนำให้ทยอยลดพอร์ตช่วงปรับตัวขึ้น
สุดท้ายมีข่าวประชาสัมพันธ์ นักลงทุนท่านใดที่สนใจ Derivative Warrant สามารถหาความรู้ได้ที่ www.thaiwarrant.com







