
ประกันแหยงเคลมสินไหมรถ
คปภ.สั่งจ่ายเพิ่มเป็น3แสนบาท กมลประกันภัยหวั่นขาดทุนยับ
คปภ.สั่งจ่ายเพิ่มเป็น3แสนบาท กมลประกันภัยหวั่นขาดทุนยับ
กมลประกันภัย หวั่นเกณฑ์จ่ายสินไหมรถเพิ่ม 3 แสนทำขาดทุนหนัก เหตุรับรถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก ไว้เพียบ
นายสุวรรณ โชตชวเลิศ ประธานกรรมการ บริษัท กมลประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าจะได้รับผลกระทบขาดทุน หรือมีอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่เงื่อนไขความคุ้มครองใหม่ที่ให้บริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแทนการจ่ายขั้นต่ำเพิ่มขึ้นแก่ทายาทผู้เสียชีวิต ที่เป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายและผู้เสียหายที่ทุพพลภาพถาวรจากอุบัติเหตุรถยนต์จาก 1 แสนบาท เป็น 3 แสนบาท มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้
นายสุวรรณ กล่าวว่า รายได้หลักของบริษัทมาจากเบี้ยรถยนต์ถึง 80% และเบี้ยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือนันมอเตอร์ 20% ที่สำคัญฐานลูกค้ารถยนต์ยังเป็นรถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก และรถตู้รับจ้างถึง 60% หรือประมาณ 5 หมื่นคัน ส่วนที่เหลือถึงเป็นรถเก๋งทั่วไป 40% ซึ่งรถรับจ้างโดยสารจะมีสถิติเกิดอุบัติเหตุบ่อยและสูงกว่ารถประเภทอื่น การจ่ายค่าสินไหมเพิ่มจึงมีโอกาสขาดทุนสูง ขณะที่บริษัทประกันภัยอื่นก็ไม่ค่อยรับประกันรถรับจ้าง
“เราเห็นด้วยกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ให้จ่ายค่าสินไหมเพิ่ม เพราะที่ผ่านมาตัวเลขก็ต่ำไปจริงๆ ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องรอดูไประยะหนึ่งก่อนว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากทาง คปภ.เองก็ไม่ได้ขึ้นค่าเบี้ย ซึ่งก็ควรให้บริษัทประกันอยู่ได้ด้วย และสุดท้ายหากรับไม่ไหวก็คงต้องทำเรื่องไปปรึกษา คปภ.อีกครั้ง” นายสุวรรณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทพยายามลดค่าใช้จ่ายด้วยการควบคุมอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันไม่ให้เกิน 65% โดยลดการรับงานที่มีเคลมสูงๆ ลง เช่น ไม่รับประกันรถโดยสารประจำทางบางเส้นทางที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงอย่างต่อเนื่อง การควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายและอุดรูรั่วเกี่ยวกับการซ่อมรถตามอู่ต่างๆ ลง เช่น การจ่ายค่าซ่อมให้เร็วขึ้น เพื่อแลกกับค่าซ่อมที่ถูกลง และยังมีการปรับลดสาขาที่ซ้ำซ้อนกันจาก 43 แห่ง เหลือ 38 แห่ง
นายสุวรรณ กล่าวว่า บริษัทยังได้มีการปรับลดพนักงานให้เหลือเท่าที่จำเป็นจาก 400 คน เหลือประมาณ 300 คน สอดคล้องกับความเห็นของ คปภ.ที่เห็นว่าบริษัทมีพนักงานมากเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัท ซึ่งต้องจ่ายค่าเงินเดือนรวมกันถึง 67 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เบี้ยได้เดือนละ 40-50 ล้านบาท โดยล่าสุดบริษัทได้ทำการเพิ่มทุนอีก 70 ล้านบาท เป็น 550 ล้านบาท เพื่อรองรับกับธุรกิจที่จะขยายตัวและเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงหรืออาร์บีซี







