
เอกชนรับสภาพ...แอลพี่จีขยับทางรอดสุดท้าย..รอรัฐบาลใหม่
จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้ทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)
จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้ทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)
ที่ใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไตรมาสละ 3 บาท จากเดิมที่ตรึงราคาอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2554 เป็นต้นไป ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ประกอบการภาคอุตสาห กรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตสินค้า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเป็นการใหญ่ ที่โดนหนักสุดเห็นจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก โดย อำนาจ ยะโสธร เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ผลิตที่เข้าข่ายได้รับความเดือดร้อนมาก คือ กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน สุขภัณฑ์ และกระเบื้องปูพื้น มี 60-70 ราย จากทั้งกลุ่มมี 600 ราย
เมื่อหนีไม่พ้นการขึ้นราคา เชื่อว่าจะมีหลายรายที่คงอยู่ไม่ได้จากการปรับราคาแอลพีจีครั้งนี้ เพราะมีทางรอดทางเดียวคือ รอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคา เนื่องจากทางออกหลายๆ แนวทางที่รัฐบาลนำเสนอมา เช่น การปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติเป็นไปได้ยาก เพราะต้องย้ายโรงงานไปตั้งตามแนวท่อ ใช้เงินลงทุนสูง ต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด แรงงานที่มีอยู่เดิมจะไม่สามารถตามไปทำงานที่ใหม่ได้
ขณะที่การผลักภาระต้นทุนไปในราคาสินค้า ด้วยการปรับราคาขายสินค้าขึ้นตามสัดส่วนของแอลพีจีนั้นก็ลำบาก เนื่องจากการแข่งขันภายในประเทศมีความรุนแรงสูง ประสิทธิภาพการผลิตของแต่ละโรงงานมีความแตกต่างกัน เช่น บางรายใช้ก๊าซธรรมชาติ บางรายใช้แอลพีจี อุปกรณ์การเผาก็แตกต่างกัน ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไม่เหมือนกัน
การขึ้นราคาสินค้าจะทำให้สินค้าแข่งขันในตลาดไม่ได้ หากเทียบกับสินค้าจากต่างประเทศจะยิ่งแข่งไม่ได้ เพราะต้นทุนพลังงานของต่างประเทศถูกกว่าของไทย จนในปัจจุบันมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายภายในประเทศเป็นอย่างมาก เพราะราคาถูก
“คาดว่าผู้ประกอบการคงใช้วิธีประคองตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผลิตสินค้าไม่คุ้มกับยอดขาย เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น หรือพัฒนาคุณภาพสินค้าไปผลิตสินค้าที่ไม่มีคู่แข่ง เลี่ยงการแข่งขันราคา ก็จะอยู่ได้”
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มเซรามิกยังได้รับผลกระทบอีกต่อจากการขอปรับขึ้นราคาดินเซรามิก เนื่องจากผู้ประกอบการดินให้เหตุผลในการปรับขึ้นราคาว่า การอบแห้งดินก็ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน จึงขอปรับราคาขึ้นตามการขึ้นแอลพีจี
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ผลิตแก้วและกระจกก็ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรม ที่ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงหลัก สมชัย โอวุฒิธรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก ส.อ.ท. กล่าวว่า ทางออกของกุล่ม คือ หันไปใช้พลังงานทางเลือก ได้แก่ ถ่านหินและน้ำมันเตา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อใช้เชื้อเพลิงประเภทนี้จะตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ชุมชนไม่ยอมรับ
ดังนั้น รัฐบาลควรจะเขามาดูแลการปรับเปลี่ยนด้วย ซึ่งกลุ่มนี้จะมีผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวด ถ้วย ชาม จากผู้ประกอบการทั้งหมด 40 ราย ผู้ประกอบการรายอื่นๆ บางส่วนใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมาตั้งแต่แรกเปิดโรงงานอยู่แล้ว เพราะตั้งโรงงานอยู่ตามแนวท่อก๊าซ หรืออยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
ทางเลือกอื่นๆ เช่น การหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติก็เป็นไปได้ แต่ต้องมีการเดินท่อมายังโรงงาน เพราะการย้ายโรงงานไปตามแนวท่อก๊าซต้องใช้เงินลงทุนหลาย 1,000 ล้านบาท จึงถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผู้ประกอบการจะเลือกทำ
“การปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเตาและถ่านหินเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แต่ก็ต้องยอมแลกด้วยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้องให้เวลาเปลี่ยน 36 เดือน เนื่องจากต้องมีขั้นตอนขออนุญาตใช้น้ำมันเตา และปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ส่วนการใช้แอลพีจีต่อไปคงยาก เพราะการขึ้นราคา 1 บาท จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น 7 ล้านบาทต่อเดือน”
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไม่เคยมีแผนรองรับไว้ เนื่องจากเห็นว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำจริง ดังนั้นจึงได้แต่ทำใจ เพราะเป็นช่วงสุญญากาศทางการเมือง ต้องรอความหวังจากรัฐบาลใหม่ต่อไป







