
อี-คอมเมิร์ซเปิดโอกาสธุรกิจทั่วโลก
ยุคการค้าไฮเทคต้องรู้จักใช้ระบบไอทีเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร ขยายตลาดไปทั่วประเทศและทั่วโลก
ยุคการค้าไฮเทคต้องรู้จักใช้ระบบไอทีเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร ขยายตลาดไปทั่วประเทศและทั่วโลก
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ยอดการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยเป็นไปแบบก้าวกระโดด เพราะผู้ประกอบการเห็นแล้วว่า นี่คือโอกาสในการเปิดประตูสู่ตลาดที่กว้างขวางไร้ขอบเขต ยิ่งช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีหน่วยงานรัฐและเอกชนหลายรายให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้ อี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปร่าง
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ธุรกิจที่กระโดดจากหน้าร้านปกติไปอยู่บนเว็บไซต์เท่านั้น แต่ต้องมีระบบไอทีหลังบ้านที่เชื่อมต่อการทำงานระหว่างกัน ต้องมีระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ รวมถึงปัจจุบันมีการต่อยอดไปถึงระบบซัพพลายเชน เรียกว่าสร้างธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นน้ำ สร้างประสิทธิภาพให้เกิดสูงสุด และลดต้นทุนในทุกๆ ด้านให้กับผู้ประกอบการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เริ่มต้นโครงการอีซีไอทีมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน และมีพัฒนาการในการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้นำระบบไอทีมาใช้สร้าง อี-คอมเมิร์ซอย่างมีประสิทธิภาพ และในปีนี้มีการสร้างอี-ซัพพลายเชนให้เกิดขึ้น โดยมุ่งที่อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องนุ่งห่มเป็นกลุ่มนำร่อง
นายครรชิต จันทนพรชัย นายกสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมรองเท้าไทย กล่าวว่า การเข้าสู่ระบบอี-ซัพพลายเชนจะทำให้ผู้ผลิตรองเท้าหาสินค้ามาผลิต รวมทั้งเลือกสินค้าทดแทน หรือสินค้าที่ใช้ข้ามกลุ่มได้ง่ายสามารถที่จะเลือกซื้อสินค้าผ่านร้านค้าและผู้ผลิตโดยตรง ลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการสื่อสาร และสร้างความสะดวกทางการค้าให้กับอุตสาหกรรมรองเท้า เนื่องจากมีอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เกิดผลประโยชน์ทั้งทางตรงหลายอุตสาหกรรม เช่น หนัง ผ้า พื้นรองเท้า ส้นรองเท้า
จากข้อมูลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า ผู้ผลิตโรงงานรองเท้าในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 2,251 ราย มีการใช้วัตถุดิบ หนัง หนังฟอก หนังเทียมประมาณ 200 ล้านฟุตต่อปี เหลือใช้คงคลังประมาณ 40 ล้านฟุตต่อปี คิดเป็นมูลค่าของต้นทุนจมกว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้มีการใช้ชิ้นส่วนประกอบรองเท้า ประเภทพื้นและส้นกว่า 98 ล้านคู่ต่อปี และปริมาณเหลือใช้คงคลังเฉลี่ยต่อปีกว่า 9 ล้านคู่ ต้นทุนจมที่ในระบบคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
หากนำระบบอี-ซัพพลายเชนมาใช้จะมีการนำวัตถุดิบเหลือใช้มาใช้ใหม่เพิ่มเป็น 20-30% จากเดิมมีการใช้ประมาณ 5% ลดต้นทุนจมเบื้องต้นกว่า 60 ล้านบาท และช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กเลือกซื้อวัตถุดิบเหลือใช้ในราคาที่ต่ำลง
นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการนำระบบอี-ซัพพลายเชนมาใช้ค่อนข้างยาก เพราะผู้ประกอบการมีแหล่งวัตถุดิบเดิมอยู่แล้ว ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัว แต่การมีระบบนี้จะช่วยให้เห็นกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบใหม่ๆ และพัฒนาไปสู่การซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในอนาคต
“ระบบของทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเป็นการอุดช่องว่างเหล่านี้ โดยจะทำให้โรงงานเครื่องนุ่งห่มทั้งหลายได้เห็นกลุ่มซัพพลายเออร์กลุ่มใหม่ ซึ่งต่อไปทางสมาคมจะร่วมกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดกิจกรรมเพื่อให้กลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบได้มาร่วมกิจกรรมกับทางเจ้าของโรงงานที่เป็นสมาชิกสมาคม เพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์เรียนรู้ปัญหา และพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นก็จะใช้ระบบนี้เชื่อมโยงในการซื้อขายในที่สุด” นายสุกิจ กล่าว
นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า สมาชิกของสมาคมที่เข้าร่วมกับโครงการนี้มีอยู่กว่า 7,000 ราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ 5 ภาค และ 11 เขตศูนย์ภาค เป็นฐานในการสนับสนุนและส่งมอบผลิตภัณฑ์ต้นน้ำไปสู่อุตสาหกรรมหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การผลักดันของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะทำให้กลุ่มลูกค้าของโรงงานมีเว็บแอพพลิเคชันทางด้านกระบวนการทำงานรองรับ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย กลายเป็นช่องทางในการสื่อสารการตลาดมากกว่า 1 ทาง คือ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถสื่อสารกันได้ด้วยข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ต่อไปนี้ระบบเว็บของสมาชิกสมาคมจะถูกจัดรวมกลุ่ม และมองเห็นกลุ่มผู้ซื้อที่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การตลาด ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก สร้างความร่วมมือทางธุรกิจที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และเกิดการรวมกลุ่มในลักษณะคลัสเตอร์ย่อยๆ ในห่วงโซ่อุปทานได้ เป็นการรวมกลุ่มที่ทำให้สามารถแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกันได้
ในกรณีที่เกิดปัญหาในกระบวนการ เช่น ด้านการจัดหาวัตถุดิบ และสั่งซื้อวัตถุดิบมาเกินความต้องการใช้งาน
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรเปิดใจให้พร้อม ถ้ามีระบบงานที่เข้มแข็ง มีสินค้าและบริการที่สามารถแข่งขันในตลาดได้อยู่แล้ว รีบตัดสินใจหาอาวุธเสริมศักยภาพ เพราะนี่คือยุคการค้าไฮเทคที่ต้องรู้จักใช้ระบบไอทีเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร ขยายตลาดไปทั่วประเทศและทั่วโลก ยิ่งช้าเท่าไรยิ่งเสียโอกาสดีๆ ไปเท่านั้น







