
ปิดงบครึ่งปีทบทวน แผนการเงิน เสียทีดีไหม
นี่คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องบอกว่า “เผลอแป๊บเดียว” เวลาก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว และสำหรับธนาคารพาณิชย์ก็ได้เวลา “ปิดงบครึ่งปี”
นี่คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องบอกว่า “เผลอแป๊บเดียว” เวลาก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว และสำหรับธนาคารพาณิชย์ก็ได้เวลา “ปิดงบครึ่งปี”
โดย..สวลี ต้นกุลรัตน์
ที่แสนจะวุ่นวาย แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ได้มีงบการเงินให้ต้องปิด ก็น่าจะใช้เวลานี้หันมาทบทวนแผนการเงินที่ได้วางไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงปีใหม่ เพื่อทำให้แผนที่วางไว้เป็นแผนการเงิน “อัพเดต” อยู่เสมอ
สำหรับใครที่ยังคิดๆ อยู่ว่า อยากจะมีแผนการเงินกับเขาบ้าง แต่ไม่ได้เริ่มเสียที ก็ใช้โอกาสครึ่งปีนี้ล่ะเริ่มต้นวางแผนทางการเงินเสียที เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า แผนการเงินนี้ล่ะที่จะเป็นแผนที่นำทางสร้างความมั่งคั่ง
และดูเหมือนว่าตลาดหลักทรัพย์จะรู้ใจ จัดอบรมเรื่อง “เงินทองต้องวางแผน” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกว่าน่าเสียดายแทนคนที่พลาดงานนี้ เพราะ ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์ นักวิชาการด้านการเงินส่วนบุคคล ทำให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายและสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ (ขอยอมรับตามตรงว่า คงไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้มันส์ฮาเท่ากับการเข้าไปนั่งฟังด้วยตัวเอง)
ในขั้นตอนการสร้างความมั่งคั่งแบบ Step– by–Step ธนัยวงศ์ แนะนำนั้น มีอยู่ 5 ขั้นตอน และทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ คือ ขั้นตอนในการวางแผนทางการเงิน ได้แก่
1.สำรวจตัวเอง
2.กำหนดเป้าหมาย
3.จัดทำแผนการเงิน
4.ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
5.ทบทวนและปรับปรุงแผนอย่างสม่ำเสมอ
เริ่มจาก...สำรวจตัวเอง
การวางแผนการเงินไม่ต้องไปเริ่มที่ไหนไกล เพราะเริ่มได้ง่ายๆ ที่ตัวเราเอง โดยการ “สำรวจตัวเอง” ซึ่งถือเป็นการ “ตรวจสุขภาพทางการเงิน” ให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลไหน เพราะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง รวมทั้งเว็บไซต์ของ TSI (www.tsithailand.org)
เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ของ TSI แล้วก็คลิกไปที่ “ช่องทางการเรียนรู้” จากนั้นคลิกต่อไปที่ TSI Financial Tools แค่นี้ก็จะเจอแบบสอบถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลเต็มไปหมด เราก็เลือกหัวข้อ “สุขภาพการเงินของคุณเป็นอย่างไร” และหลังจากตอบคำถามครบทุกข้อแล้ว ระบบจะคำนวณออกมาให้รู้เลยว่า “สุขภาพการเงินของเราอยู่ในขั้นไหน” แข็งแรงหรืออ่อนแอ ควรจะต้องไปปรับปรุงตรงไหนเพื่อให้กลับมาแข็งแรง
แต่การวัดสุขภาพในด้านนี้ยังเป็นเพียงแค่การวัดทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นแค่การตรวจแค่เบื้องต้นเท่านั้น และถ้าจะตรวจกันให้ลึกลงไปอีกต้องจัดทำ “งบการเงินส่วนบุคคล” ออกมา และนำตัวเลขที่ได้ไปวิเคราะห์อัตราส่วนในด้านต่างๆ ถึงจะรู้ว่า สุขภาพทางการเงินที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไร
และก็เช่นเดิม เพียงเข้าไปที่ TSI Financial Tools คลิกที่หัวข้อ “ฐานะการเงินของคุณเป็นอย่างไร” แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นลงมือใส่สารพัดตัวเลขลงไป ขอให้ตั้งสติกันสักนิด เพราะถ้าไม่เคยรวบรวมตัวเลขทางการเงินของตัวเองมาก่อนอาจจะต้องใช้เวลากันสักหน่อย โดยตัวเลขที่จะต้องนำมากรอกลงไปในแบบสอบถามจะประกอบด้วย สินทรัพย์ หนี้สิน รายรับ และรายจ่าย ที่ประกอบกันเป็นงบดุลและงบกระแสเงินสด
หลังจากกรอกตัวเลข (ตามความเป็นจริง) ลงไปจนครบแล้ว ระบบจะคำนวณผล พร้อมคำอธิบาย 3 หัวข้อใหญ่ ได้แก่
1) การวิเคราะห์สภาพคล่อง ประกอบด้วย อัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน และอัตราส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่อความมั่งคั่งสุทธิ
2) การวิเคราะห์หนี้สิน ประกอบด้วย อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ อัตราส่วนแสดงการชำระคืนหนี้สินจากรายได้ และอัตราส่วนแสดงการชำระคืนหนี้สินที่ไม่ใช่การจดจำนองจากรายได้
3) การวิเคราะห์ความมั่งคั่ง ประกอบด้วย อัตราส่วนความมั่งคั่ง อัตราส่วนการออมและการลงทุน อัตราส่วนการลงทุน
ต่อด้วย...กำหนดเป้าหมาย
หลังจากรู้แล้วว่า “หนักตัก” ของเราเป็นอย่างไร สุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร ก็ถึงเวลาที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” โดยเริ่มจากการประเมินความต้องการตัวเราเองว่า ในอนาคตเราอยากได้ อยากมี และอยากเป็นอย่างไร เพราะแผนการเงินควรจะสอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตของเราด้วย
นอกจากนี้ จะต้องแยกให้ได้ว่า อะไรคือ “สิ่งที่อยากได้” (Wants) และ อะไรคือ “สิ่งจำเป็น” (Needs) เพราะในการกำหนดเป้าหมายทางการเงินจะต้องจัดลำดับตามความสำคัญของเป้าหมาย และสิ่งที่จำเป็นจะต้องเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ เสมอ
สำหรับเป้าหมายทางการเงินแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
1) เป้าหมายระยะสั้น ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ซึ่งโดยมากมักเป็นเป้าหมายเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในอนาคตอันใกล้ เช่น ต้องการไปเที่ยวต่างประเทศในอีก 6 เดือนข้างหน้า ใช้เงิน 5 หมื่นบาท
2) เป้าหมายระยะกลาง ระยะเวลา 15 ปี มักเป็นเป้าหมายเพื่อให้ตัวเองและครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย เช่น ต้องการซื้อบ้านใหม่ในอีก 3 ปี ข้างหน้า (จึงต้องเริ่มเก็บเงินเพื่อวางเป็นเงินดาวน์บ้าน) ใช้เงิน 2 แสนบาท
3) และเป้าหมายระยะยาว ระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งจะเป็นเป้าหมายเพื่อให้ตัวเองและครอบครัวมีความมั่งคั่งและมั่นคงในอนาคต เช่น ต้องการมีเงินไว้ใช้ในชีวิตหลังเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า จำนวนเงิน 4.8 ล้านบาท
หากดูจากเป้าหมายการเงินทั้ง 3 ระยะนี้แล้ว ดูเหมือนว่าเป้าหมายที่เป็นสิ่งจำเป็น และควรจะถูกจัดลำดับให้มาอยู่ในอันดับต้นๆ คือ การวางแผนการเงินสำหรับชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว
แต่ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะใด สิ่งที่ “เป้าหมายที่ดี” จะต้องมีเหมือนๆ กัน คือ ต้องเป็นเป้าหมายที่ SMART นั่นคือ ต้องมีความชัดเจน (Specific) สามารถวัดผลได้ (Measurable) มีความรับผิดชอบและลงมือทำจริง (Accountable) สมเหตุสมผลและมีโอกาสเป็นได้จริง (Realistic) มีกำหนดเวลา (Time Bound)
และก็ต้อง...จัดทำแผนการเงิน
เมื่อกำหนดเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายทางการเงินเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเขียนแผนการเงินเสียที และแผนการเงินที่ดีจะต้องเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น เรามีเป้าหมายระยะยาวว่า ต้องการมีเงิน 4.8 ล้านบาท ไว้ใช้ในชีวิตหลังเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ในแผนการเงินจะต้องลงลึกไปในละเอียดว่า จะต้องออมเงินเดือนละ 2 หมื่นบาท เป็นเวลา 240 เดือน โดยส่วนหนึ่งจะต้องวางแผนเพิ่มรายได้ และในอีกทางหนึ่งต้องลดรายจ่ายลงไปด้วย
ทั้งนี้ แผนการเงินของเราจะต้องประกอบด้วยแผนการเงิน 6 ด้าน ต่อไปนี้ คือ
1) วางแผนเงินสดและบริหารหนี้สิน
2) วางแผนจัดการ ความเสี่ยงและประกัน
3) วางแผนเกษียณ
4) วางแผนลงทุน
5) วางแผนภาษี
6) วางแผนมรดก
สำหรับคนที่มีแผนการเงินที่ชัดเจนจะทำให้รู้ว่า ต้องทำอะไรบ้าง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านใด และต้องปรับแผนการใช้จ่ายอย่างไร เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
nจากนั้น...ปฏิบัติตามแผน
ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนที่พูดง่าย แต่ทำยากที่สุด นั่นคือ ทำตามแผนที่วางไว้ เพราะการที่แผนการเงินของเราจะสำเร็จลุล่วงไปได้ เราจะต้องมีความตั้งใจจริงและมีวินัย ไม่อย่างนั้นแล้วแผนการเงินที่เราอุตส่าห์วางแผนไว้ต้องล้มพับกลายเป็น “โครงการในฝัน” ที่ไม่มีวันเป็นจริงได้
อย่าลืม...ทบทวนอยู่เสมอ
หลังจากที่ตั้งใจเดินหน้าตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดมาสักระยะหนึ่งแล้ว ต้องหมั่นทบทวนและปรับปรุงแผนการเงินที่วางไว้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโดยมากมักจะแนะนำให้หยิบขึ้นมาตรวจดูทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้แผนการเงินของเราสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด
เพราะแม้ว่า 6 เดือนที่ผ่านมาอาจจะดูเหมือน “เผลอแป๊บเดียว” แต่แป๊บเดียวที่ว่านี้อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้







