
อุตฯเครื่องสำอางแสนล้าน ถึงยุคปรับรับเทรนด์ 3อี
จากผลการสำรวจพบว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทย มีมูลค่ามากถึง 1.15 แสนล้านบาท
จากผลการสำรวจพบว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทย มีมูลค่ามากถึง 1.15 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นมูลค่าตลาดที่มีการบริโภคภายในประเทศ 5 หมื่นล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 6.5 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลแซงหน้าอุตสาหกรรมสิ่งทอไปแล้ว และยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตราว 8%
พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ นายกสมาคมนักเคมีเครื่องสำอางแห่งประเทศไทย และประธานการจัดงานเครื่องสำอางโลก 2011 กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องสำอางไทยและทั่วโลกมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี แม้ว่าเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจไทยจะประสบภาวะวิกฤตก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสสุขภาพและการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีทางด้านการผลิต รวมทั้งแนวโน้มทางด้านสุขภาพที่ยังคงมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง
แต่ผลจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความรู้เพิ่มขึ้น การตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพความงามจึงเปลี่ยนแปลงตาม โดยแนวโน้มการอุปโภคเครื่องสำอางทั่วโลกและประเทศไทยนับต่อจากนี้ไปจะอยู่ในลักษณะการตัดสินใจซื้อ 3 ประการ หรือ 3E ได้แก่ 1.Effective ประสิทธิภาพดี 2.Economy ราคาประหยัด และ 3.Ecology รักษ์สิ่งแวดล้อม
ดังนั้น ผู้ประกอบการเครื่องสำอางจะต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ โดยจะเห็นได้จากตลาดเครื่องสำอางระดับพรีเมียมมีอัตราการเติบโตแบบชะลอตัว ส่งผลให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องปรับตัวด้วยการจัดโปรโมชัน ณ จุดขายใหม่ เช่น ซื้อ 1 แถม 1 เป็นต้น
ขณะที่เครื่องสำอางระดับแมส ที่ผลิตโดยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น พีแอนด์จี ออรีอัล ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ใหม่ด้วยการเพิ่มมูลค่าด้านประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีขึ้น และปรับราคาขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
สำหรับผู้ประกอบการไทยก็ต้องเร่งปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งวิธีการที่จะทำได้ คือ การนำวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการผลิตเข้าไปใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง
นอกจากนี้ ในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนร่วมกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางของแต่ละประเทศอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน การนำเข้าส่งออกไม่ต้องเสียภาษี นับว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะใช้โอกาสดังกล่าวส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านและการนำเอาวัตถุดิบมาใช้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนส่วนใหญ่กังวล คือ การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นนั้น ทางสมาคมฯ เล็งเห็นว่า เทคโนโลยีการผลิตเครื่องสำอางในประเทศไทยถือได้ว่าดีที่สุดเมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถูกจัดอันดับให้เป็นฐานการผลิตเครื่องสำอางที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในอับดับที่ 1 และประเทศเกาหลีอันดับ 2
แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าประเทศเวียดนามอาจจะปรับตัวและสามารถแข่งขันกับประเทศไทยได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งพัฒนาฐานการผลิตให้ทันสมัยอยู่ตลอดเพื่อลดการแข่งขันในอนาคต
ขณะเดียวกันเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีได้มีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสสู่ตลาดโลก สมาคมนักเคมีเครื่องสำอางแห่งประเทศไทย จึงได้จัดงานเครื่องสำอางโลก 2011 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 31 ต.ค.–2 พ.ย.นี้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี ที่ประเทศไทยได้มีโอกาสจัดงานเครื่องสำอางโลก ที่จะมีนักวิชาการ ผู้ประกอบธุรกิจเครื่องสำอางระดับโลกจาก 50 ประเทศ เข้าร่วมงาน แลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการผลิตเครื่องสำอาง ศึกษาเครื่องสำอางของไทย ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบไทยจะเข้าร่วมรับฟังความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ และจับคู่ธุรกิจเพื่อเปิดช่องทางในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ







