
แนะวิธีซื้อ-เคลมประกันภัยข้าวนาปี
เจาะลึกวิธีซื้อ เคลมประกันภัยข้าวนาปีในโครงการประกันภัยพืชผล
เจาะลึกวิธีซื้อ เคลมประกันภัยข้าวนาปีในโครงการประกันภัยพืชผล
โดย....วารุณี อินวันนา
ปีการเพาะปลูก 2554 นี้เป็นครั้งแรกที่กระดูกสันหลังของชาติ จะมีประกันภัยพืชผลเข้ามาคุ้มครองความเสียหายจากการปลูกข้าวนาปี เพิ่มเติมจากส่วนที่รัฐชดเชยขั้นต่ำ โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นผู้บริหารโครงการ ตามมติคณะรัฐมนตรี
สำหรับ ราคาเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ไร่ละ 120 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์อยู่ที่ 129.47 บาทต่อไร่ รัฐจะช่วยจ่ายให้ 60 บาทต่อไร่ ที่เหลือชาวนาจะต้องจ่ายเอง โดยให้ ธ.ก.ส. ทดลองจ่ายไปก่อน และเสนอขอเงินชดเชยจากรัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 โดยมีวงเงินงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 3,989,106,340 บาท
เพราะฉะนั้น นับจากปีนี้เป็นต้นไปชาวนาที่ทำประกันภัยข้าวนาปีหากได้รับความเสียหายสิ้นเชิงจากอุทกภัยหรือน้ำท่วม ฝนทิ้งช่วงหรือฝนแล้ง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย จะได้รับการชดเชย 2 ส่วน คือ
หนึ่ง รัฐจะชดเชยให้ไร่ละ 606 บาท
สอง บริษัทประกันภัยจะเข้ามาชดเชยให้ตามระยะเวลาการเพาะปลูก 2 ช่วง ช่วง 60 วันแรกของการเพาะปลูก จะชดเชยให้ไร่ละ 606 บาท หากเสียหายหลังจากเพาะปลูกมาได้ตั้งแต่ 61 วันขึ้นไปจะชดเชยให้ไร่ละ 1,400 บาท รวมแล้ว เกษตรกรจะได้รับการชดเชยจากทั้ง 2 ส่วน ขั้นต่ำไร่ละ 1,212 บาท – 2,006 บาท
ทั้งนี้ ชาวนาจะต้องรับรู้ไว้ว่า หากได้รับความเสียหายจากโรคระบาดและ ศัตรูพืช จะไม่ได้รับการชดเชย จึงต้องดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังกล่าว
วิธีการซื้อ
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเอาประกันภัย หรือทำประกันภัย ในเนื้อที่ทำนาทั้งหมดที่ทำการเพาะปลูกในอำเภอเดียวกัน ตามที่ได้แจ้งในแบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ทพศ.1) โดยซื้อผ่านสาขาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นตัวกลางในการขายประกันภัยพืชผลให้กับ 8 บริษัทประกันภัย
ทั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท วิริยะประกันภัย บริษัท ทิพยประกันภัย บริษัท กรุงเทพประกัน บริษัท เมืองไทยประกันภัย บริษัท อาคเนย์ ประกันภัย บริษัท นวกิจประกันภัย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ และ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย ที่จะร่วมกันรับประกันภัย หรือ พูล
ธ.ก.ส. จะเริ่มขายประกันภัยพืชผลข้าวนาปีทุกสาขาในวันที่ 1 ก.ค.- 31 ก.ค. ปีนี้ สำหรับพื้นที่เพาะปลูกภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงบเหนือ ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นภาคที่เริ่มเพาะปลกพร้อมกัน สำหรับภาคใต้จะเริ่มขาย 1 ส.ค.-31 ส.ค.ปีนี้ เพราะการเพาะปลูกจะเริ่มช้ากว่าภาคอื่นๆ
จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย ชี้แจงวิธีการรับประกันภัยว่า เมื่อธ.ก.ส.ขายประกันภัยให้กับชาวนาที่ทำข้าวนาปี จะส่งเข้าพูลของ 8 บริษัทประกันภัย คาดว่าจะมีชาวนาซื้อประกันภัยพืชผลคุ้มครองพื้นที่นาในปีแรกนี้ประมาณ 6 ล้านไร่ เป็นเบี้ยประกันภัย 720 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินความคุ้มครอง 3,636-8,400 ล้านบาท โดยจะทำการประกันภัยต่อไปต่างประเทศกว่า 80% ที่เหลือจะเฉลี่ยกันรับประกันภัยตามกำลังของแต่ละบริษัท
เนื่องจาก ปีนี้เป็นปีแรกของการทำประกันภัยพืชผล ซึ่งทางภาครัฐไม่เคยมีการแยกสถิติความเสียหายข้าวนาปีและข้าวนาปรังออกจากกัน
การเรียกร้องความเสียหาย(เคลม)
สำหรับ การเรียกร้องความเสียหาย เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วม ฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย ทางคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) จะทำการรวบรวมและประมวลสำเนาการช่วยเหลือรายหมู่บ้าน ให้ ธ.ก.ส.
หากภาครัฐมีมติชดเชยขั้นต่ำให้เกษตรกร บริษัทประกันภัย จะมีการจ่ายชดเชยให้เกษตรกรทันที ตามระยะเวลาเพาะปลูก โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการจ่ายเงินชดเชยในส่วนของภาครัฐ
ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยความเสียหายภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับแบบประมวลรวบรวมการช่วยเหลือรายหมู่บ้าน (กษ 02) ที่ได้รับความเห็นจาก ก.ช.ภ.อ. และแบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ทพศ.1) จาก ธ.ก.ส. ในฐานะผู้บริหารโครงการ ที่จะมีรายได้จากค่าบริหารจัดการไม่ต่ำกว่า 5% จากเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด
สำหรับ โครงการประกันภัยพืชผลครั้งนี้ จะทำให้เกษตรกรได้รับการชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติและไฟไหม้สูงขึ้นใกล้เคียงกับต้นทุนที่ลงไป จากเดิมที่ได้รับจากภาครัฐเพียงส่วนเดียว







