
Yield Curve ขยับตัวขึ้นตลอดทั้งเส้นกังวลเงินเฟ้อ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (13-17 มิ.ย. 2554) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 318,372 ล้านบาท
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (13-17 มิ.ย. 2554) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 318,372 ล้านบาท
โดย..สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 63,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 21% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 89% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 283,340 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 32,473 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,423 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% และ 0.45% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลรุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB15DA (อายุ 4.5 ปี) LB25DA (อายุ 14.5 ปี) และ LB16NA (อายุ 5.4 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 17,645 ล้านบาท 4,512 ล้านบาท และ 1,584 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB11705A (อายุ 14 วัน) CB11704A (อายุ 14 วัน) และ CB11915C (อายุ 90 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 74,507 ล้านบาท 59,156 ล้านบาท และ 21,115 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่หุ้นกู้ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS119A (AA)) มูลค่าการซื้อขาย 896 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW17OA (A)) มูลค่าการซื้อขาย 82 ล้านบาท และหุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY11DA (A)) มูลค่าการซื้อขาย 51 ล้านบาท ตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งเส้น โดยเฉพาะกับตราสารที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 10 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยแล้วประมาณ 10 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ในขณะที่ผลตอบแทนของตราสารในช่วงอายุคงเหลืออื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2 Basis Point ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงไร้ซึ่งข่าวคราวใหม่ๆ ที่จะเข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับข่าวการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อของประเทศกรีซ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อชั้นนำระดับโลกหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมายังคงเป็นเป็นปัจจัยลบที่มีผลกดดันต่อจิตวิทยาการลงทุนของผู้ร่วมตลาดอยู่ต่อไป ประกอบกับในช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เงินเฟ้อภายในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับ 2 เดือนล่าสุดที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าทิศทางเงินเฟ้อของไทยต่อจากนี้ไปน่าจะเริ่มมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะมีโอกาสทำให้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปจากระดับที่เป็นอยู่ได้อีก (ปัจจุบัน R/P 1 Day อยู่ที่ระดับ 3% ต่อปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 1% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา) และด้วยความกังวลต่างๆ เหล่านี้ จึงมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่มีอายุน้อยกว่า 10 ปี ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ราคาลดลง) เฉลี่ยแล้วประมาณ 10 Basis Point
ทางด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่เป็นการขายสุทธิที่น้อยลง โดยสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเพียง 5.4 แสนบาท ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายส่วนใหญ่ของนักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงเน้นไปในตราสารระยะสั้น (มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) เป็นหลัก และสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนของการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมียอดซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 1,405 ล้านบาท







