
เชื่อว่านักการเมืองรู้ว่าถึงจุดคริทิคอลแล้ว
ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป
ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป
และรองประธาน กรรมการบริหาร บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าเดอะ มอลล์ และห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน กล่าวว่า ทุกคนอยากมองให้หลังเลือกตั้งเกิดความสงบ ที่ผ่านมาปิดสนามบินก็แล้ว รัฐประหารก็แล้ว มีการเผาบ้านเผาเมืองก็แล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ก็เลยต้องหวังว่าเลือกตั้งน่าจะช่วยได้ ซึ่งการเลือกตั้งก็ต้องมีคนได้กับคนเสีย มีผู้ชนะมีผู้แพ้ จึงไม่รู้ว่าจะยอมกันได้หรือเปล่า
จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา มองว่าถึงจุดคริทิคอล หรือจุดเปลี่ยนแล้ว โดยสุดท้ายก็เลิกรากันไป ที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้กันไปเยอะมาก ซึ่งเชื่อว่าผู้นำทางการเมืองเข้าใจประเด็นนี้ดี จากที่ผ่านมาตั้งแต่ปิดสนามบิน เกิดการรัฐประหาร และมาเผาบ้านเผาเมือง ทั้งหมดไม่ได้แก้ปัญหา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว สยามพารากอน ได้รับผลกระทบปิดไป 2 เดือนครึ่ง และกลับมาเปิดใหม่เดือน ต.ค. ซึ่งคืนกลับมาเร็ว โดยเฉพาะเดือน ม.ค.-ก.พ. ยังกลับมาโตได้ 30% ซึ่งดีมาก
ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถึงขณะนี้มีกว่า 15 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6-7% ซึ่งมีการใช้จ่ายมากขึ้น
ภาคธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยถือว่าแข็งแรง ไม่มีปัญหาอะไร ยังดีอยู่ ยังมีการจับจ่ายเป็นบวก จากตัวเลขที่ยังโตอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่หากพูดถึงปีที่แย่สุด น่าจะเป็นตอนปิดสนามบิน ทุกคนกลัวหมด เพราะเหมือนเป็นการปิดประเทศ กระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งหมด
ทั้งนี้ ในฐานะเอกชน ค้าปลีก มองนโยบายหาเสียงพรรคการเมืองที่สนับสนุนธุรกิจใน 3-4 ประเด็น อาทิ ด้านการท่องเที่ยวต้องมีเสถียรภาพ ประเทศต้องมีกลยุทธ์ชัดเจน เช่น ประเทศสิงคโปร์วางตำแหน่งเป็น ฮับ ออฟ ไฟแนนเชียล ซึ่งก็รู้ว่าประเทศจะต้องทำอย่างไรต่อไป รวมทั้งด้านบันเทิง การช็อปปิ้ง เป็นต้น หรือมาเลเซียมีการวางแผนประเทศให้เป็นที่จดจำ สร้างตึกสูงสุดในโลก สนามแข่งรถสูตร 1 ทำโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ที่ประสบความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ยังต้องมองเรื่องแหล่งทรัพยากร (รีซอร์ส) ของอาเซียน ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างรีซอร์ส เช่น แรงงานต่างด้าว เปิดโอกาสให้มีการลงทุนในประเทศ หลังเปิดเสรีอาเซียน จากปัจจุบันการเมืองคิดแต่รักษาฐานการเมือง หรือที่ผ่านมามีวิชันมาก ทั้งโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ครัวโลก โอท็อป แต่ขาดความต่อเนื่อง และงบประมาณเข้ามาสนับสนุน และการนำไปใช้ให้ถูกทาง ซึ่งวิชันดังกล่าวนักธุรกิจเมืองไทยพร้อม ซึ่งประเทศไทยจะต้องกลับมาทบทวนตำแหน่ง (รีโพสิชันนิง) ด้านการค้าขายที่แข่งขันได้กับสิงคโปร์ หรือฮ่องกง
สำหรับมุมมองนักลงทุนต่างประเทศ ศุภลักษณ์ บอกว่า ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นเมืองน่าท่องเที่ยว มีความหลากหลายทางธรรมชาติ แต่ขณะนี้เริ่มมองไปจีน เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งมีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยคนหรือแมนเมดมาดึงดูดสำหรับต้นทุนทางประชาธิปไตยที่จ่ายกันในช่วงที่ผ่านมา คิดว่าที่ผ่านมา 5 ปี เป็นวัฎจักร ดูจากนักการเมืองรุ่นพี่ ที่มากำหนดไว้ ที่ปัจจุบันอายุเกินเลข5 และกำลังเปลี่ยนเป็นรุ่นต่อไป ที่กลายเป็นเจนเนอเรขันของพวกเขา ซึ่งคิดว่าไม่เกิน 10 ปี หรือ 5 ปีนับจากนี้ อาจจะยังไม่เรียบร้อย แต่จากนี้ต้องวางเป้าหมายของไทย ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งหากคนรุ่นใหม่ เข้ามาแล้ว ก็จะขับยเคลื่อนให้มีความเป็นโกลบอล มากขึ้น และเชื่อว่าการเมืองไม่น่าจะเรียบร้อยภายใน 5 ปีนี้







