posttoday
แต่งงานกันนะ..เดอะซีรีส์

แต่งงานกันนะ..เดอะซีรีส์

18 มิถุนายน 2554

หลังจากย้อนวัยกลับไปเป็นนักเรียน ไปนั่งเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์

หลังจากย้อนวัยกลับไปเป็นนักเรียน ไปนั่งเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์

โดย..สวลี ต้นกุลรัตน์

แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มเรียนเป็นเรื่องเป็นราว “ธวิช สุดสาคร” ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม อาจารย์ผู้สอน ก็ลองภูมินักเรียนด้วยการสั่ง “การบ้าน” ให้ไปเขียนบทความในหัวข้อ “เศรษฐศาสตร์กับชีวิตประจำวัน” ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะ “เศรษฐศาสตร์” คือ วิชาที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

แม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามมีตามเกิด แต่ก็ทำให้นักเรียนโข่งอย่างเรารู้ว่า จริงๆ แล้ว “เศรษฐศาสตร์ก็เป็นแค่เรื่องง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว” แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ว่า แล้วหน้าตาบทความจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ (ครั้งหนึ่ง) จำได้ว่า ชื่นชอบ “พิริยะ ผลพิรุฬห์” นักเศรษฐศาสตร์และคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เพราะมีวิธีการเขียนที่ทำให้เศรษฐศาสตร์ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เข้าใจได้ไม่ยาก เลยต้องขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ผ่านตัวหนังสือ

 

แต่งงานกันนะ..เดอะซีรีส์

ก่อนจะไปเริ่มต้นเรื่อง “แต่งงานกันนะ...เดอะ ซีรีส์” บทความ “เศรษฐศาสตร์กับชีวิตประจำวัน” ในแบบของมันนี่ทิปส์ ต้องอารัมภบทกันถึง “หลักการของเศรษฐศาสตร์แบบบ้านๆ” กันก่อน

เศรษฐศาสตร์ เป็นหลักในการจัดสรร “ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด” ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และทรัพยากรในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทุกๆ สิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ แม้กระทั่ง “ความรัก” โดยการเปรียบเทียบระหว่าง ผลประโยชน์ที่จะได้รับ กับต้นทุนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในโลกนี้ไม่มีของฟรี เพราะอย่างน้อยๆ จะต้องมี ค่าเสียโอกาส หรือที่ ธวิช เรียกว่า “ทฤษฎีอัสนีวสันต์” เพราะ “ได้อย่างเสียอย่าง” จากการเลือกอย่างหนึ่งและยอมทิ้งอย่างหนึ่งไป และที่ลืมไม่ได้คือ ทุกๆ การตัดสินใจ จะเกิดต้นทุนจม ที่ต้องทำใจอะไรที่มันเสียไปแล้วก็ต้องยอมให้เสียไป

แล้วเศรษฐศาสตร์จะมาเกี่ยวกับการแต่งงานได้อย่างไร ต้องลองดู...

“แต่งงานกันนะ” ประโยคนี้ที่อยากได้ยิน แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าได้ยินขึ้นมาจริงๆ แล้วจะทำอย่างไร เพราะก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พร้อมที่จะแต่งงานกันแล้วจริงๆ

ไม่ได้มีปัญหาเรื่องตัวเลือก (Choice) มากจนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกใครดี เพราะก็มีกับเขาอยู่คนเดียวนี่ล่ะ แต่เป็นคนเดียวที่ “ถูกใจ” (Preference) มากที่สุดแล้ว และก็คิดว่า ความพอใจของเราทั้งสองคนน่าจะได้ดุลยภาพ (Equilibrium) พอดี

แม้ว่า จะไม่ต้องเป็นห่วงว่า จะเกิดค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่จะต้องยอมทิ้งคนอีกคนหนึ่งไป เพราะมีอยู่คนเดียวไม่ต้องเลือก แต่สิ่งที่ต้องตัดสินใจเลือก (Choice) ก็คือ ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการอยู่คนเดียว หรือเลือกที่อยู่เป็นคู่

เรื่องนี้ไม่ยาก เพราะ “เศรษฐศาสตร์” ช่วยได้ ด้วยการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งดีๆ (Benefit) กับสิ่งที่ต้องเสียไป (Cost) ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการแต่งงาน

สิ่งดีๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นจากการแต่งงาน คือ

1. มีคนมาร่วมแบ่งปันความสุข แบ่งเบาความทุกข์ เพราะจะเป็นสุขใจที่มีเธออยู่ใกล้ๆ มีเพื่อนคุยเวลาเหงา มีคนคอยเป็นห่วงเป็นใย ดูแลกันในยามเจ็บป่วย เป็นกำลังใจและปลอบใจในเวลาอ่อนแอ เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้น

2. มีคนมาช่วยแชร์ด้านรายจ่าย เพราะหลายจ่ายหลายอย่างสามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) เช่น ค่าผ่อนบ้าน เพราะถ้าต่างคนต่างอยู่คนละบ้าน ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยก็กลายเป็น 2 เท่า แต่ถ้ามาอยู่รวมกัน บ้านเดียวกันก็ช่วยประหยัดไปได้ครึ่งหนึ่ง และทำให้มีเงินเหลือไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง

3. ทำให้ถูกต้องตามประเพณีนิยม เพราะจริงๆ แล้ว คนเราสุขใจที่มีกันและกันได้โดยไม่ต้องมีพิธีแต่งงานก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่เพื่อความถูกต้องและความสบายใจของผู้ใหญ่ การแต่งงานจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น

ทีนี้ก็มาดูทางฝั่งของต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจากการแต่งงาน

1. มีค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงาน ซึ่งหากจะจัดงานแบบเต็มยศตามแบบที่ชาวบ้านเขาจัดกัน ก็จะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก และน่าจะเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost) ที่ต้องปล่อยให้เสียแล้วเสียไป แต่อาจจะแก้ปัญหาโดยการจัดงานแบบที่ใช้ต้นทุนไม่สูงนัก โดยที่ความสุขและความถูกต้องยังคงอยู่

2. การแต่งงานที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกคนหนึ่ง ทำให้เสียความเป็นส่วนตัว เพราะจากเดิมที่จะทำอะไรก็ทำได้ แต่พอแต่งงานแล้วจะทำอะไรก็ต้องนึกถึงคนข้างๆ ด้วย และการผูกมัดแบบเป็น “เจ้าของ” กันและกันอาจทำให้เกิดความเป็นห่วงจนเกินพอดี และทำให้เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นต้องแก้ปัญหาโดยการจัดสรรเวลาระหว่าง ชีวิตฉัน ชีวิตเธอ และชีวิตเรา ที่ทำให้เราทั้งคู่มีทั้งเวลาส่วนตัวและมีเวลาร่วมกัน

3. ปิดโอกาสสำหรับผู้ชายคนอื่นๆ (Opportunity Cost) เพราะถ้าหลังจากนี้มีคนที่ดีกว่า (มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก) เดินเข้ามาในชีวิตก็ต้องปล่อยให้ผ่านไป

หลังจากชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งดีๆ และต้นทุน ที่จะเกิดขึ้นจากการแต่งงานแล้ว เทใจไปทางสิ่งดีๆ มากกว่าต้นทุน เพราะสิ่งดีๆ (Benefit) มีน้ำหนักมากกว่าข้อเสีย (Cost) เพราะถ้าอยากสุขใจที่มีเธอใกล้ก็ต้องยอมแลก (Tradeoff) กับความเป็นส่วนตัวบ้าง ฉะนั้นจึงตัดสินใจได้ว่า “แต่งงานดีกว่า”

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะยังตกลงกันไม่ได้ว่า หลังจากแต่งงานแล้วเราจะมีลูกกันดีไหม เพราะ “มองกันคนละมุม” คนหนึ่งอยากมีลูก เพราะเชื่อว่า ลูกจะเป็นสิ่งดีๆ (Benefit) อีกอย่างหนึ่งในชีวิตคู่ ขณะที่อีกคนหนึ่งคิดว่า ลูกเป็นต้นทุน (Cost) โดยเฉพาะการมีลูกในยุคนี้ยิ่งเป็นต้นทุนทั้งด้านการเงินและต้นทุนทางสังคม

คนที่อยากมีลูกจะอ้างว่า การมีเด็กเล็กๆ ในบ้านจะสร้างความสดชื่น เพิ่มความรักความอบอุ่นในครอบครัว และที่สำคัญ คือ ลูกจะได้เลี้ยงเราตอนแก่ ทำให้การมีลูกเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่อีกคนหนึ่งเชื่อว่า การมีลูกสักคนต้องใช้เงินไม่น้อยเลย และถ้าเลี้ยงไม่ดี ลูกจะกลายเป็นภาระทางสังคม

นอกจากนี้ การมีลูกยังทำให้เสียโอกาส (Opportunity Cost) หลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าต้องให้คนใดคนหนึ่งลาออกจากงานมาเพื่ออยู่บ้านเลี้ยงลูก

สำหรับเรื่องนี้คาดว่า คงจะใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะหาข้อสรุปได้ แต่เชื่อได้เลยว่า คนที่จะมีอำนาจในการตัดสินใจมากที่สุด คือ “คนที่จะเป็นแม่”

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคิดร่วมกัน คือ แล้วเราจะแต่งงานกันเมื่อไร จะแต่งกันทันที หรือจะรอไปอีกสักหน่อยหนึ่งก่อน เพราะถ้าจะแต่งกันเร็วๆ นี้ก็ดีไม่ต้องรอ แต่ฐานะการเงินอาจจะยังไม่พร้อมมากนัก แต่ถ้ารออีกสัก 23 ปี ฐานะการเงินก็มั่นคงมากขึ้น แต่ในตอนนั้น “ว่าที่เจ้าสาว” คงจะแก่หง่อมไปสักหน่อย แถมราคาทองที่จะใช้เป็นทองหมั้นคงจะทะลุบาทละ 2.5 หมื่นบาทไปแล้ว (ต้นทุนเพิ่มอีก)

เพราะฉะนั้นต้องเร่งการตัดสินใจของ “ว่าที่เจ้าบ่าว” ด้วยการเพิ่มแรงจูงใจ (Incentive) สักหน่อย ด้วยการลดน้ำหนักฟิตหุ่นสวยกันสักหน่อย แต่เพื่อความงามก็ต้องยอมแลก (Tradeoff) ด้วยการอดกินของอร่อยๆ เจียดเวลาพักผ่อนไปออกกำลังกาย

ถ้าลงทุนถึงขนาดนี้แล้ว ก็หวังว่า ผู้ชายคนนั้นจะเห็นอรรถประโยชน์ (Utility) ในการแต่งงานเหมือนกัน และถ้าผู้ชายคนนั้นได้อ่านบทความเรื่องนี้ละก็อยากให้รู้ว่า “เรารอประโยคนั้นอยู่นะ”

ทีนี้เชื่อหรือยังว่า เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่นำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ เรื่องในชีวิต และที่ต้องใช้ชื่อเรื่องว่า “แต่งงานกันนะ...เดอะ ซีรีส์” เพราะเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีตอนต่อไปให้ต้องติดตามกันอีก... ขอบคุณวิชาเศรษฐศาสตร์  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค