
บลจ.กรุงไทยช้อนหุ้น
ตั้งกองทริกเกอร์ฟันด์หวัง10%มั่นใจส.ค.บรรยากาศดีดัชนีฟื้น
ตั้งกองทริกเกอร์ฟันด์หวัง10%มั่นใจส.ค.บรรยากาศดีดัชนีฟื้น
บลจ.กรุงไทย ฉวยจังหวะหุ้นร่วง ออกทริกเกอร์ฟันด์ 10 เดือน หวังเดือน ส.ค. หุ้นฟื้น แบ่งจ่ายกำไร 2 รอบ รอบละ 5%
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย กล่าวว่า บริษัทเสนอขายกองทุนเปิดกรุงไทย 10 เอ็ม 5+5% ทริกเกอร์ฟันด์ ระหว่างวันที่ 1723 มิ.ย. 2554 อายุโครงการประมาณ 10 เดือน ลงทุนหุ้น โดยมีเป้าหมายจ่ายผลตอบแทนคืนอัตโนมัติเมื่อได้ผลตอบแทน 5% และจะปิดกองทุนเมื่อครบอายุหรือเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน (เอ็นเอวี) มีมูลค่า 11 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นผลตอบแทนรวมเท่ากับ 10%
“ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเปิดขายกองทุนดังกล่าว เพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีการปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก โดยหากคำนวณจากเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ดัชนีปรับลดลงมาประมาณ 7.5% จากดัชนีสูงสุดเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2554” นายสมชัย กล่าว
นอกจากนี้ นายสมชัย ยังคาดว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสฟื้นตัวได้ในเดือน ส.ค. 2554 เนื่องจากเป็นช่วงที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาขยายตัวใหม่อีกครั้ง ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น รวมถึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัว
ขณะที่ความกังวลในกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐไม่ต่อมาตรการ QE2 จะมีความชัดเจนขึ้นในเดือน ก.ค. โดยในกรณีที่ทางธนาคารกลางสหรัฐไม่ต่ออายุมาตรการ QE2 อาจส่งผลกระทบให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินเป็นแบบเข้มงวดโดยทันทีภายในปี 2554 ซึ่งทำให้การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปคาดว่าจะดำเนินต่อไปและกระทบต่อตลาดฯ แต่คาดว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับที่เกิดขึ้นกับกรีซ เนื่องจากตลาดฯ เริ่มรับรู้แล้วว่าประเทศกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้
สำหรับเงินทุนต่างประเทศยังคงมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงสามารถเติบโตได้ 15% โดยเฉลี่ยใกล้เคียงกับภูมิภาคเอเชีย และภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตได้จากการบริโภคและการลงทุนในประเทศ
ทางด้านปัจจัยการเมืองในประเทศ คาดว่าจะมีผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดฯ ในช่วง 1 เดือนก่อนและหลังการเลือกตั้ง และหลังจากนั้นคาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องรัฐบาลใหม่
“แม้ว่า ที่ผ่านมาเงินทุนต่างประเทศจะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกบ้าง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยระยะสั้น โดยนักลงทุนต่างชาติมีมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในแง่ของประเทศที่มีการบริโภคที่แข็งแกร่ง คาดว่าดัชนีหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้สูงสุดในช่วงปลายปี 2554 ที่ 1,200 จุด” นายสมชัย กล่าว







