
ทริสคงเครดิตองค์กร-หุ้นกู้'QH'ที่ระดับ'A-
ทริสประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ QH ที่ระดับ'A-',แนวโน้ม'คงที่'
ทริสประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ QH ที่ระดับ'A-',แนวโน้ม'คงที่'
รายงานข่าวจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด แจ้งว่า ทริสประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'A-' ด้วยแนวโน้ม 'Stable' หรือ'คงที่' โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานที่ยาวนานในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตลอดจนสถานะที่แข็งแกร่งในตลาดบ้านจัดสรรระดับราคาปานกลางถึงสูง และรายได้ที่สม่ำเสมอจากหลากหลายแหล่งทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ อาคารสำนักงาน และธุรกิจการลงทุน
ทั้งนี้ ในการพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความคล่องตัวทางการเงินจากการถือครองเงินลงทุนในบริษัทร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากความไม่แน่นอนทางการเมืองตลอดจนลักษณะของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นวงจรขึ้นลงและการที่บริษัทมีอัตราส่วนเงินกู้ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่' สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบ้านจัดสรรราคาสูงต่อไป อีกทั้งจะรักษาสัดส่วนของสินค้าที่อยู่อาศัย ให้มีความสมดุลย์เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ หากอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับที่สูงกว่า 55% เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง ก็จะส่งผลทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทลดต่ำลงกว่าสถานะอันดับเครดิตในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบให้อันดับเครดิตของบริษัท ได้รับการปรับลดลงได้
ทริสเรทติ้ง รายงานว่า บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์เป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในตลาดบ้านจัดสรรระดับราคาปานกลางถึงสูงบริษัทก่อตั้งในปี 2526 โดย บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ณ เดือนมิถุนายน 2554 ประกอบด้วย บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ร่วมกับตระกูลอัศวโภคิน (25%) และ The Government of Singapore InvestmentCorporation Pte. Ltd. (11%)
บริษัทมีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในตลาดบ้านเดี่ยวราคาระดับกลางถึงสูง ผู้บริหารของบริษัทได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในระดับสูง ในการพัฒนาสินค้าที่อยู่อาศัยที่มีจุดแข็งในแต่ละกลุ่มราคาและประเภทอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2553-2554 บริษัทได้ดำเนินนโยบายใหม่โดยเน้น 3 แนวทางสำคัญแนวทางแรกคือ การเริ่มเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ต่ำลงภายใต้ชื่อโครงการ'เดอะทรัสต์' ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยระดับราคา 1-3 ล้านบาท
แนวทางที่สองคือ การใช้กลยุทธ์ขายบ้านก่อนสร้างเสร็จ (Presale) สำหรับโครงการภายใต้ชื่อ 'คาซ่า' และ 'เดอะทรัสต์' รวมทั้งโครงการอาคารชุดทั้งหมด แนวทางสุดท้ายคือการเริ่มใช้ระบบก่อสร้างส่วนประกอบสำเร็จรูปในรูปแบบPrecast และ Tunnel Form สำหรับโครงการแนวราบระดับราคา 1-5 ล้านบาท
ทริสเรทติ้ง เชื่อว่า บริษัทคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งในตลาดที่อยู่อาศัยระดับล่างอย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะช่วยสร้างรายได้ในระดับที่น่าพอใจและมีโอกาสที่จะเติบโตได้ตามสภาพตลาดในช่วงแรกบริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ตั้งงบประมาณซื้อที่ดินในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าไว้ที่ประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่ปี 2554 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2554
บริษัทมีจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ได้ขายจากโครงการในปัจจุบันอยู่ที่6,289 หน่วย (รวมหน่วยที่สร้างเสร็จแล้วและที่ยังไม่ได้สร้าง) โดยหน่วยที่ยังไม่ได้ขายดังกล่าวมีมูลค่ารวม อยู่ที่ 32,480 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่า รายได้ของบริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ในปี 2554-2555 จะเติบโตจากโครงการบ้านเดี่ยวเป็นหลัก สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งน่าจะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาฐานรายได้ไว้ในระดับเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทในระหว่างปี 2554-2555 รายได้ของบริษัทน่าจะปรับเพิ่มขึ้นมากในปี 2556 จากการโอนโครงการอาคารชุดอัตราส่วนกำไรของบริษัทในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าน่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2553
ทั้งนี้ บริษัทควรมีความระมัดระวังด้านการเงินมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับกระแสเงินสดในอนาคต ที่จะมีความผันผวนมากขึ้นจากการลงทุนในโครงการอาคารชุด
บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์มีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนอยู่ที่ 57%ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2554 เพิ่มขึ้นจาก 52.4% ณ สิ้นปี 2553 และ 51.1% ณ สิ้นปี 2552 ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัท น่าจะได้รับแรงกดดันให้ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงระหว่างปี 2554-2555 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการ บริษัทมีสภาพคล่องในระดับที่น่าพอใจแม้ว่าจะอ่อนตัวลงในไตรมาสแรกของปี 2554
ทั้งนี้ สภาพคล่องของบริษัทน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี 2554 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายโครงการแนวราบในปัจจุบันและโครงการที่จะเปิดใหม่ รวมทั้งจากเงินลงทุนในหลักทรัพย์การเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน(LTVRatio) ของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2554 และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงวงจรขาขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่คาดว่าจะชะลอความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อการเก็งกำไรในตลาดคอนโดมิเนียมและลดทอนความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น จึงคาดว่าอัตราการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้ จะต่ำลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย น่าจะแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่พยายามเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจโดยการเข้าไปแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ต่ำลง สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงยิ่งกว่าในอดีต







