
ทรูแจ้งความดีแทคเป็นบริษัทต่างด้าว
"ทรูมูฟ"เอาคืน "ดีแทค" โร่แจ้งกองปราบปรามผิดกฎหมายต่างด้าว ถือหุ้นเกิน 49%
"ทรูมูฟ"เอาคืน "ดีแทค" โร่แจ้งกองปราบปรามผิดกฎหมายต่างด้าว ถือหุ้นเกิน 49%
นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ได้ส่งตัวแทนเข้าแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และกลุ่มบุคคลและกลุ่มบริษัทที่มีพฤติกรรมสนับสนุนคนต่างด้าว คือ ดีแทค ที่เป็นนิติบุคคลให้สามารถดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมที่เป็นธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าว โดยหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4 ที่ห้ามคนต่างด้าวถือหุ้นเกิน 49%
ทั้งนี้ ตามรายงานผลการพิจารณา เรื่องร้องเรียน กรณีปัญหาการถือหุ้นการครอบงำกิจการและการถือสิทธิ์ในที่ดินโดยคนต่างด้าวที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโทรคมนาคมของคณะกรรมาธิการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ประกาศ ณ วันที่ 21 เม.ย.2554 ระบุว่าดีแทค ซึ่งมี บริษัท เทเลนอร์ จากประเทศนอร์เวย์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เข้ามาประกอบธุรกิจหรือครอบงำกิจการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจาก คลื่นความถี่ (Air Wave) ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติที่มีค่า และมีใช้อยู่อย่างจำกัดแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลแก่ประเทศไทยอีกด้วย
นอกจากนี้ ดีแทค แจ้งสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวกับกระทรวงพาณิชย์ไว้เพียง 49% แต่ปรากฏว่าเทเลนอร์ ได้แจ้งข้อมูลการถือหุ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ที่ประเทศนอร์เวย์และประเทศสิงคโปร์ว่า ถือหุ้นในดีแทคเป็นสัดส่วน 66.50% ซึ่งเป็นการกระทำผิด ฝ่าฝืนกฎหมายไทยอย่างชัดเจน
“การแจ้งความครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นดีแทคที่ยื่นฟ้องทรูก่อนหน้านี้ แต่ที่ใช้เวลานานตั้งแต่เดือน เม.ย. เพราะรวบรวมและปรึกษาบริษัทกฎหมายหลายแห่ง ซึ่งเห็นตรงกันว่าดีแทคผิดกฎหมายจริง” นายอธึกกล่าว
ส่วนการที่ไม่ได้แจ้งความกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ทั้งที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นมีลักษณะเป็นต่างด้าวเหมือนดีแทค เพราะขณะนี้ทรูยังไม่มีความเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างของเอไอเอส และเป็นสิทธิ์ของทรูที่ต้องการจะตั้งคำถาม หรือ หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดีแทคเพียงรายเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการถือหุ้นของดีแทคตามรายงานการพิจารณาของกมธ. เป็นผู้ถือหุ้นคนไทยถืออยู่รวม28.65% ขณะที่สัดส่วนนิติบุคคลต่างด้าวที่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่สูงถึง 71.35% ประกอบด้วย เทเลนอร์ เอเชีย (สิงคโปร์) 39.58% บริษัท ไทยเทลโค โฮลดิ้งส์ 25.59% นอร์ทรัสต์ นอมินี ลิมิเต็ด 3.46% เดอะ เซ็นทรัล ดีโพสิทอรี่ 1.24% STATE STREET BANK AND TRUST 0.98 % และเอชเอสบีซี (สิงคโปร์) 0.54%







