posttoday
คลังใจถึงให้ลดหย่อนเบี้ยประกันบำนาญแน่หรือ

คลังใจถึงให้ลดหย่อนเบี้ยประกันบำนาญแน่หรือ

10 กุมภาพันธ์ 2553

โดย ทีมข่าวประกันภัย

 

ปี 2553 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะให้ประชาชนที่ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากประกันชีวิตทั่วไปที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน 1 แสนบาท

ประเด็นที่ต้องลุ้นกันคือ วงเงินที่จะได้ลดหย่อนภาษี จะได้ 3 แสนบาทต่อปีเท่ากับ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามแผนพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน หรือจะได้แค่ 5 หมื่นบาทต่อปีตามที่กรมสรรพากรส่งสัญญาณวงในให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทราบเป็นระยะ

เหตุผลที่มั่นใจว่าสภาผู้แทนราษฎรจะผ่านกฎหมายในการหักลดหย่อนภาษี สำหรับค่าเบี้ยกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ เพราะเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาตลาดทุนไทยปี 25522556 ที่ผ่านการอนุมัติแผนจากคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งแผนนี้ถูกนำเสนอโดยคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี

ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้ต้องการสนับสนุนให้ประชาชนวัยทำงานและมีกำลังในการเก็บออม มีแรงจูงใจในการออมเงินเพื่อจะได้มีรายได้ที่เพียงพอในการดูแลตัวเองยามเกษียณ สร้างความมั่นคงในวัยชรา การให้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นอีกหนึ่งมาตรการในการกระตุ้นให้มีการออมเงินแบบผูกพันระยะยาวกันมากขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้าที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านคน จากปี 2552 ที่มีจำนวน 7 ล้านคน จะช่วยลดภาระรัฐสวัสดิการของรัฐได้มหาศาลในอนาคต และรัฐจะได้ใช้งบประมาณไปกับการดูแลผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าปัจจุบันจะมีกองทุนบำเหน็จบำนาญ ในรูปของกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่มีผู้ที่อยู่ภายใต้ 4 กองทุนเพียง 10.5 ล้านคน และ 90% อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งมีรายได้หลังเกษียณเพียง 38% ของรายได้เดือนสุดท้าย ขณะที่มาตรฐานสากลจะต้องมีรายได้อยู่ที่ 50% ของรายได้เดือนสุดท้ายถึงจะเพียงพอในการดูแลตัวเอง

เมื่อรัฐบาลมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะหาเครื่องมือในการออมและมาตรการกระตุ้นการออมออกมาให้ประชาชนได้หันมาเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณมากขึ้น ทางหน่วยงานต่างๆ จึงต้องสนองนโยบาย

นอกจากนี้ เหตุผลที่เชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบให้การหักลดหย่อนภาษีเบี้ยบำนาญ เพราะในแผนพัฒนาตลาดทุนมีแผนที่จะแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การหักรายจ่ายทางภาษี สำหรับเงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิต จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้หักได้ไม่เกิน 65% ของจำนวนเบี้ยประกันภัย เป็นให้สามารถหักได้ตามคณิตศาสตร์ประกันภัย ทั้งนี้เพื่อให้การหักรายจ่ายในการคำนวณภาษีของธุรกิจประกันภัยสามารถหักรายจ่ายได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

การแก้ไขปรับปรุงเกณฑ์การหักรายจ่ายทางภาษีนี้ เพื่อรองรับการออกกรมธรรม์บำนาญ ที่จะต้องตั้งสำรองสูงเกิน 65% เพราะในทางบัญชีไม่สามารถบันทึกเป็นรายได้ของบริษัทประกันชีวิตทันทีในปีแรก เนื่องจากเงินทุกบาทต้องสำรองเก็บไว้กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผู้เอาประกันอยู่ไม่ถึงครบสัญญา บางแบบตั้งสำรองต่ำกว่า 65%

ผลของการแก้ไขปรับปรุงเกณฑ์การหักรายจ่ายทางภาษี ประโยชน์จะตกแก่ทั้ง 3 ฝ่าย คือ กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ตามความเป็นจริง บริษัทประกันชีวิตไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนที่เกิน 65% กระตุ้นให้มีการพัฒนากรมธรรม์บำนาญที่มีความหลากหลายออกมาแข่งขัน เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด จะทำให้ประชาชนไม่ต้องซื้อกรมธรรม์บำนาญแพง เนื่องจากที่ผ่านมาการที่บริษัทประกันชีวิตมีการจ่ายภาษีส่วนที่เกิน 65% จะมีการผลักภาระไปที่ผู้ซื้อด้วยการบวกเป็นต้นทุนใส่ไว้ในเบี้ยประกัน

ปัจจุบันมีกรมธรรม์บำนาญแบบเดียวที่ขายอยู่ คือ คุ้มครองจนถึงอายุ 99 ปี หรือตลอดชีพ และไม่สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จได้ แต่แบบใหม่ที่จะออกมาประชาชนสามารถเลือกรับเงินบำนาญทุกเดือนไปจนเสียชีวิต หรือรับก้อนเดียวทั้งจำนวน

รวมถึง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังวิเคราะห์ว่าปี 2553 ธุรกิจประกันชีวิตน่าจะยังคงรักษาการเติบโตได้ในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2553 ด้วยอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมประมาณ 1823% หนึ่งในปัจจัยบวกที่จะเข้ามาสนับสนุนคือ คปภ. ได้ประกาศตารางมรณกรรมสำหรับแบบประกันประเภทบำนาญ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้บริษัทประกันชีวิตวางแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ หากได้รับการสนับสนุนจากกรมสรรพากรในการแก้ไขกฎการสำรองเงินประกันให้สอดคล้องกับลักษณะการบริหารเงินของประกันประเภทนี้ จะช่วยลดภาระภาษีให้กับธุรกิจ และทำให้มีโอกาสที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญออกมาเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น

รวมทั้งความเป็นไปได้ที่จะมีการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการออมผ่านการทำประกันชีวิต ซึ่งสมาคมประกันชีวิตได้เสนอขอใน 3 ประเด็น คือ การหักลดหย่อนภาษีกรณีซื้อประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล การหักลดหย่อนภาษีสำหรับกรมธรรม์แบบบำนาญ และการหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมแบบขั้นบันไดสำหรับกรมธรรม์แบบพ่วงการลงทุน โดยมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการพิจารณาบ้าง แม้จะไม่ทั้งหมดตามที่ภาคเอกชนร้องขอ ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการขยายธุรกิจประกันได้

แม้แต่นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ในฐานะดูแลคปภ. โดยตรง ยังเชื่อมั่นว่าธุรกิจประกันชีวิตปีนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะคาดว่ากรมสรรพากรน่าจะมีการเพิ่มลดหย่อนเบี้ยประกันบำนาญให้กับทางธุรกิจประกันชีวิต เพื่อกระตุ้นการออมเพิ่มขึ้น และภาษีที่ภาคธุรกิจประกันชีวิตขอให้ปรับปรุง น่าจะได้รับการสนองตอบ

สุดท้าย ผลการเพิ่มลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันบำนาญ และการปรับปรุงให้บริษัทประกันชีวิตหักรายจ่ายในการคำนวณภาษี ผลประโยชน์จะตกอยู่กับประเทศ เพราะจะทำให้ประชาชนที่มีกำลังออมมีแรงจูงใจในการหันมาออมเพื่อเกษียณมากขึ้น จะเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาว ต้นทุนต่ำ ในการนำไปพัฒนาประเทศในอนาคต ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณในการดูแลสังคมผู้สูงวัยในอีก 20 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน