
เปิดตัว...ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันปฏิบัติการประจานทุจริต
หลังจากตกระกำลำบาก ถูกรีด ถูกไถ
หลังจากตกระกำลำบาก ถูกรีด ถูกไถ
เพื่อแลกกับการได้งานจากภาครัฐมายาวนานจนสุดทน ในที่สุดหอการค้าไทยก็ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำระดมแนวร่วมองค์กรเอกชนต่อต้านการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับรัฐทุกรูปแบบ
ประเดิมกลยุทธ์แรกที่จะนำมาใช้ คือ การจัดทำดัชนีชี้วัดคอร์รัปชัน ประจานพวกนอกรีตให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยตั้งเป้าจะเดินหน้าสำรวจเก็บข้อมูลจากภาคราชการ เอกชน และประชาชน เพื่อจัดทำดัชนีทุกๆ 6 เดือน
สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งความหวังว่า ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันที่จะจัดทำขึ้นในเร็ววันนี้ จะเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลทุกชุดที่เข้ามาบริหารประเทศ ให้ตระหนักและเห็นความสำคัญต่อการแก้ไขและเยียวยาประเทศไทย เพราะปล่อยให้ปัญหาการทุจริตทำร้ายประเทศมายาวนานเกินจำเป็น กลายเป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้เท่าที่ควร ทั้งที่ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน
“ปัญหาคอร์รัปชันจะต้องเริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้ รัฐและเอกชนต้องผนึกกำลังชนิดกัดไม่ปล่อย โดยเริ่มจากบรรดาโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีงบประมาณต่อโครงการจำนวนมาก ถือเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่การทุจริตเรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับงาน แม้จะมีระเบียบปฏิบัติกำหนดไว้ชัดเจนแล้วก็ตาม”
หลังจากนี้ ภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว จะเกาะติดกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จัดทำงบประมาณ ราคากลาง และวิธีประมูล
เครือข่ายฯ ที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งมีประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยนั่งหัวโต๊ะ จะเรียกประชุมร่วมกันทุกเดือน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ภายใต้ที่จะสร้างกฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น และตีกรอบการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ชนิดให้ดิ้นไม่หลุด
ขณะเดียวกัน ดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะแกนนำเครือข่ายฯ ก็แสดงความเชื่อมั่นว่า การเริ่มต้นของพลังเอกชนครั้งนี้ถือเป็นปฐมฤกษ์ของการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
กระนั้น ก็ยอมรับว่าปัญหาทุจริตเป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นมายาวนาน การจะตัดเนื้อร้ายให้หายไปในฉับพลันจึงเป็นไปได้ยาก ต้องใช้เวลาเยียวยา แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า ประเทศไทยคงไม่โชคร้ายถึงขนาดต้องใช้เวลามากถึง 37 ปี เหมือนกับฮ่องกงในการสะสางปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน
กระบวนการนับจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ถูกว่าจ้างให้เป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี โดย เสาวนีย์ ไทยรุ่งเรือง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การเก็บตัวอย่างข้อมูลจะใช้วิธีสุ่มตัวอย่างจากภาคราชการ นักธุรกิจและประชาชน
คำถามจะถูกตั้งขึ้นให้เกี่ยวเนื่องกับความเห็นต่อปัญหาการทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการป้องกันและปราบปราม มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
ทั้งหมดจะเป็นการวัดปัญหาทุจริตของไทยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจากปากคำของต้นตอที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์กันไปเองโดยขาดพยานหลักฐาน
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังกังขาว่า แม้จะมีเครือข่ายองค์กรเอกชนเข้าร่วมถึง 23 องค์กร แต่ในทางปฏิบัติจะสัมฤทธิผลได้แค่ไหน
งานนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในบ้านเรา ถ้าเอ่ยชื่อก็รู้ว่าใคร มักมีเอี่ยวต่อการสนับสนุนทางการเมือง เพื่อปูทางสู่การโกยผลประโยชน์จากรัฐ ตอบแทนคืนธุรกิจในภายหลัง
หากยักษ์ใหญ่ยังเป็นอยู่เช่นนี้ หนทางสู่การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในบ้านเราก็ยังคงลำบากต่อไป







