
เศรษฐกิจโลกยังไม่น่าไว้วางใจ
ดูข่าวนักการเมืองหาเสียงแล้วอึดอัด
ดูข่าวนักการเมืองหาเสียงแล้วอึดอัด
โดย..เอกชัย นิตยาเกาตรวัฒน์
ที่แต่ละพรรคนำเสนอตอนนี้ไม่ใช่ “นโยบาย” แต่เป็น “โฆษณาชวนเชื่อ” เพราะให้สัญญาที่ไม่น่าจะทำได้
คงจะเห็นประชาชนเป็น “เด็กอมมือ” เลยหลอกล่อสารพัดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วก็จะหาข้ออ้างมาแก้ตัว เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจขณะนี้ไม่เอื้อให้ใช้เงินมหาศาลหรือเป็นหนี้สาธารณะได้มากๆ เพื่อตอบสนองความฟุ้งเฟ้อที่นักการเมืองนำมาใช้หาเสียงในขณะนี้
คำถามที่นักการเมืองจะต้องตอบให้ได้เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ คือ จะหาเงินมาจากไหน เพราะผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าจ้าง สร้างรายได้ให้สูงขึ้น การประกันและจำนำผลิตผลทางการเกษตร บริการสาธารณะในรูปแบบต่างๆ ที่ให้ “ฟรี” กับประชาชน ตลอดจนการชดเชยค่าใช้จ่ายโดยการตรึงราคาสินค้าทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน รวมทั้งการลดภาษีที่มีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม
นโยบายทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เงินงบประมาณ แต่กลับตั้งเป้าในการเก็บรายได้ลดลง ถ้าเป็นธุรกิจคง “เจ๊ง” อย่างรวดเร็ว เพราะดูเหมือนมีเป้าหมาย “ลดรายได้ เพิ่มค่าใช้จ่าย” ซึ่งไม่สมเหตุผล เป็นการ “แหกตา” ชัดๆ
เพราะฉะนั้น แทนที่จะถามว่าจะทำอะไรให้ประชาขน ซึ่งเป็นเรื่อง “ใช้เงิน” และเป็นคำถามที่ตอบง่าย คงต้องกลับคำถามเป็นว่า จะ “หาเงิน” ได้อย่างไร จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มผลผลิต หรือเม็ดเงินมาใช้ในโครงการประชานิยม หรือมีโครงการอะไรบ้างที่สามารถสร้างรายได้เพื่อมาตอบสนองการใช้จ่ายที่สัญญาไว้
และคงต้องถาม “ดักทาง” ต่อว่าจะหาเงินได้ง่ายๆ หรือ ในเมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกดูเหมือนจะง่อนแง่นไม่มีเสถียรภาพในระยะนี้
ดูง่ายๆ จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ซบลงเรื่อยๆ และทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงตลอดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วต่อเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้ ที่ตลาดหุ้นปิดเหลือเพียง 1,030 กว่าจุดในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งการลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกมาจากข่าวเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนปวกเปียก จากตัวเลขการจ้างงานใหม่ที่ต่ำกว่าที่คาด ทำให้อัตราการว่างงานยังสูงเกิน 9%
เพราะฉะนั้นจะหวังหารายได้จากการส่งออกไปสหรัฐคงยาก และตลาดส่งออกสำคัญอีกที่คือญี่ปุ่นก็คงพึ่งไม่ได้ เพราะยังไม่ฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว สึนามิ และนิวเคลียร์ ที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้คาดว่าจะหดตัวลงจากช่วงระยะเดียวกันของปีก่อน และทั้งปีไม่น่าจะโตเกินกว่า 2% และอัตราการบริโภคภายในที่ลดลงต่อเนื่องมาแล้ว 7 เดือนคงลดต่อไปอีก ที่คิดหวังว่าจะขายของไปญี่ปุ่นมากๆ คงเป็นไปได้ยาก
ที่เลวร้ายที่สุดคือ สถานะเศรษฐกิจในยุโรปที่ดูเหมือนจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซยังไม่ได้รับการ “เยียวยา” อย่างได้ผล ทำให้อันดับความน่าเชื่อถือถูกลดไปอีก ซึ่งไม่เพียงทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นเป็น “ผีซ้ำด้ามพลอย” นักวิเคราะห์คาดการณ์ความเป็นไปได้ถึง 50/50 ที่กรีซอาจล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตอนใต้ที่กู้กันไป กู้กันมา เช่น ถ้ากรีซเจ๊ง โปรตุเกสคงทรุดไปด้วย และถ้าสเปนและอิตาลีที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ย่ำแย่ลง
คงเหมือน “เชื้ออีโคไล” ที่ทำให้โรค “ท้องร่วง” ระบาดไปทั่วยุโรปขณะนี้ และย่อมทำให้อัตราการบริโภคลดลง และส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ดังนั้น อีกคำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบให้ได้คือ จะเตรียมการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร เพราะถ้าเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ และที่แต่ละพรรคสัญญาว่าจะเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนอาจทำไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้
เพราะ “การให้สัญญา” เป็นเรื่องง่าย แต่ที่ยากกว่าคือ “การรักษาสัญญา” ซึ่งนักการเมืองไทยทำไม่ค่อยเป็น







